รู้เรื่องน้ำมันเครื่องง่ายๆใน 3นาที

รู้เรื่องน้ำมันเครื่องง่ายๆใน 3นาที

ในบรรดาสินค้าที่ดูแต่ตาแล้วก็แทบจะแยกไม่ออก


ว่าแบรนด์ไหน รุ่นไหน เกรดไหน ดีกว่ายังไง
เช่น น้ำดื่มขวดละ 7 บาท มีมากมายหลายยี่ห้อ
ดื่มเข้าไป ก็ฉี่ออกมาเหมือนๆกัน ตามองแล้วก็ใสพอๆกัน
รสชาติก็น้ำเปล่าเหมือนๆกัน ราคาก็เท่าๆกัน

แต่กับของเหลวที่ใช้กับรถยนต์อย่างน้ำมันเครื่อง
การทำตลาดและวางราคาเหมือนกับน้ำดื่มไหมนะ
มันน่าจะมีอะไรที่แตกต่างออกไปบ้างถึงทำให้ราคาต่างกันได้ถึง 2 เท่า

จากที่ผมดูมาหลายยี่ห้อ หลายรุ่น หลายเกรด
พร้อมกับมาตรฐานที่ติดไว้ข้างกล่อง
ว่ากันแบบภาษาคนแล้ว โพสต์นี้จะไม่ลงลึกระดับเทคนิค
แต่ให้พอรู้ว่า น้ำมันเครื่องเวลาจะใช้ ต้องดูอะไรบ้าง

น้ำมันเครื่องแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ชนิด
1. ธรรมดา
2. กึ่งสังเคราะห์
3. สังเคราะห์
จะเลือกตัวไหน มันส่งผลในหลายๆอย่าง แต่มันก็ยิบย่อยมาก
เอาง่ายๆว่า หลักๆมันเกี่ยวกับจำนวนระยะทางที่วิ่งได้ก่อนที่มันจะเสื่อม
เช่น
น้ำมันเครื่องธรรมดาอายุการใช้งานประมาณ 5,000 กม.
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์อายุการใช้งานประมาณ 7,500 กม.
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์อายุการใช้งานประมาณ 10,000 กม.
ก็แล้วแต่ว่าคุณอยากเปลี่ยนบ่อยเปลี่ยนไม่บ่อย

ทีนี้มาดูกันที่เกรด เกรดที่เกิดขึ้นก็รับรองโดยสถาบันต่างๆมากมาย
ผมขอสรุปสั้นๆให้มองที่ 3 เกรดนี้คือ
1. มาตรฐาน SAE
พวกที่เห็นจากหน้าขวดเลย เลข 0W-20 หรือ 5W-30 บลาๆๆ
พวกนี้แนะนำให้เป็นไปตามคู่มือรถแต่ละคันครับ
เลขหน้าWคือความเป็นไขไม่เป็นไขเมื่ออุณหภูมิต่ำมากๆซึ่งประเทศเราไม่เกี่ยวเท่าไร
ส่วนเลขหลังW คือความหนืดของน้ำมันเครื่อง เครื่องเก่า หลวมก็เลขมากหน่อย
พวกอีโคคาร์ส่วนใหญ่ก็แนะนำเป็น 20 (ตามคู่มือ)

2. มาตรฐาน API
ความล้าสมัยของน้ำมันเครื่องต่อเครื่องยนต์รถ
จากรูปด้านล่างก็เล่นง่ายๆว่า ถ้ารถหลังปี 2011 ควรเป็น API SN ไม่ควรต่ำกว่านั้น
แต่รถปีเก่ากว่าก็ยังใช้มาตรฐาน API SN ได้

3. มาตรฐาน ACEA
เป็นมาตรฐานของยุโรป
ตัวA สำหรับเบนซิน
ตัวB สำหรับดีเซล
จะมีตัวเลขต่อท้าย เช่น A1,B1 หรือ A2,B2 ไปถึง A5,B5 ซึ่ง
เลขมากคุณภาพจะดีขึ้น (แต่ไม่ได้แปลว่าเลขน้อยคุณภาพแย่นะครับ)
ที่เหลือก็แล้วแต่งบประมาณครับ ว่าจะจ่ายเพื่อเลขมากขึ้นไหม
แต่คนไม่ได้เล่นรถจริงๆจังๆ ไม่น่ามีผลมาก
น้ำมันเครื่องบางยี่ห้อ ไม่มีมาตรฐาน ACEA ด้วยซ้ำ
ซึ่งแน่นอนว่า ราคาก็ถูกลงไปอีก

ทั้งหมดนั่นคือ สิ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันเครื่องแตกต่างกัน
ดังนั้นอยู่ที่ผู้ใช้แล้วว่าพอใจจะจ่ายเพื่อมาตรฐานไหน
ในมุมมองลูกค้า มาตรฐานใกล้ๆกัน จะจ่ายแพงกว่าทำไม
ในมุมมองผู้ผลิต มาตรฐานใกล้ๆกัน ทำยังไงให้ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่า
ซึ่งสิ่งที่แพงขึ้นก็เป็นเรื่อง ชื่อเสียงแบรนด์ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์
สิ่งนี้นี่เอง ทำให้การสร้างแบรนด์ มีคุณค่าต่อองค์กรซะจริงๆ

ขอบคุณครับ

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้