4 Mindset ที่ดีต่อการทำการตลาด

หากรู้แค่ว่าการตลาดยังไงก็ต้องทำ แค่นั้นอาจจะยังไม่พอ Mindset ที่ว่าความเข้าใจว่าทำไมต้องทำและโฟกัสที่จุดใดก็เป็นเรื่องสำคัญ
ความคิดเชิงบวกและมุ่งเน้นการเติบโตนั้นมีประโยชน์สำหรับการทำการตลาดที่ประสบความสำเร็จสำหรับแบรนด์ เพราะจะช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายอย่างสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ จดจ่ออยู่กับเป้าหมาย และรักษาทัศนคติที่ยืดหยุ่นได้ ความคิดนี้สามารถช่วยให้บุคคลเอาชนะอุปสรรคและทำให้สถานการณ์ดีที่สุด ซึ่งนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การมีกรอบความคิดที่ดีสามารถปรับปรุงการสื่อสารและการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นบวกและมีประสิทธิผลมากขึ้น และถ้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร มาดู 4 Mindset ที่ดีต่อการทำการตลาด กันครับ
4 Mindset ที่ดีต่อการทำการตลาด
Mindset ที่ดีมีผลต่อทุกสิ่งที่เราทำ ในการตลาดก็เช่นกัน แบรนด์ที่ต้องการทำตลาดล้วนแต่มี Mindset ที่ดีต่อทั้ง องค์กร คู่แข่ง และที่สำคัญที่สุด ต่อลูกค้า
1. เชื่อว่าความสำเร็จเกิดจากความพยายามทางการตลาดของคุณ
ต่อให้สุดยอดผู้เชี่ยวชาญยุทธ์แห่งการตลาด ก็อาจเพลี่ยงพล้ำต่อแผนการตลาดที่วางเอาไว้ได้ แน่นอนว่าโอกาสจะพลาดต่อแผนการตลาดที่วางเอาไว้นั้นย่อมน้อยกว่ามือใหม่ที่ไม่เคยทำการตลาดมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่อาจพลาดได้ สิ่งสำคัญคือยอมรับความท้าทายและความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตและรักษาทัศนคติเชิงบวกไว้ นี่คือบันไดขั้นแรกของการเป็นนักการตล่าดที่ดี เพราะท้ายที่สุดผลลัพธ์ของแผนการตลาดทุกชิ้นก็มี “ลูกค้า” นี้เองที่เป็นกรรมการในการตัดสิน การกล้าเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ ช่วยพัฒนากรอบความคิดในการเติบโตทางการตลาด ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ว่า “Mindset ที่ดี” หรือ “Growth Mindset” สามารถพัฒนาตัวเองได้ผ่านความพยายามและความทุ่มเท

เชื่อว่าจะสำเร็จ
2. เน้นทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด
เป็นเรื่องสำคัยอันดับตน ๆ เลยก็ว่าได้ที่ว่า นักการตลาดต้องเข้าใจความต้องการ ความอยาก และ Pain point ของลูกค้าโดยเน้นการปรับแต่งข้อความและแนวทางให้ตรงกับความต้องการและความสนใจเฉพาะของลูกค้าแทนที่จะใช้สินค้าหรือบริการเป็นตัวตั้ง รวมทั้งให้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับการวิจัย หรือการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการที่เกิดขึ้นในการใช้ชิวตของพวกเขา และตามด้วย Solution ที่เป็นสินค้าหรือบริการนั้น ๆ มากกว่าที่จะชี้เป้าไปที่สินค้าหรือกบริการว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะสินค้าที่อยู่ในตลาดส่วนใหญ่ก็มีข้อดีกันอยู่แล้วทั้งนั้น การเน้นย้ำแต่ข้อดี (ที่แทบจะเหมือนกับของคู่แข่ง) ไม่ได้ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือเข้าใจคุณค่าของแบรนด์เราได้เท่าไรนัก แถมยังเป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่ายอีกด้วย

เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย
3. ยึดเรื่องการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งเป็นหัวใจ
นอกจากโฟกัสที่เป้าหมาย คุณค่า ความต้องการของลูกค้าแล้ว ทีนี้ก็มาถึงการเน้นย้ำที่ความสำคัญของแบรนด์ เพราะคงมีหลายครั้งที่เมื่อวัดกันช็อตต่อช็อตแล้ว สินค้าหรือบริการบางอย่างก็กินกันไม่ลงจริง ๆ จึงเหลือตัวเลือกสุดท้ายที่ลูกค้าใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ก็คือ “อารมณ์” นั่นเอง และอารมณ์ที่ใช้ในการตัดสินนี่ล่ะ ที่เกี่ยวข้องกับ “แบรนด์” อย่างหลีกเล่ยงไม่ได้ เพราะแบรนด์คือการรวมรวมทุกสิ่งเกี่ยวกับคุณค่าของสินค้าหรือกบริการไปตลอดจนถึงองค์กรเข้าไว้ด้วยกันและถูกสื่อสารออกมาผ่าน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือเรียกว่าทั้ง 5 ของประสาทสัมผัสของลูกค้า กลั่นออกมาเป็น “อารมณ์” และตัดสินใจเลือกสินค้าหรือบริการใดอย่างหนึ่ง นอกจากนั้น แบรนด์นี้เองที่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับกลุ่มเป้าหมาย และแน่นอน หากทำชื่อเสียงได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ผลกระทบก็เกิดโดยตรงกับแบรนด์เช่นกัน

สร้างแบรนด์
4. ใช้พลังของการเล่าเรื่อง
การเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง เพราะแบรนด์ สินค้า หรือบริการต่าง ๆ เป็นสิ่งไม่มีชีวิต ในขณะที่ลูกค้า แม้จะเป็นองค์กรก็ตามก็เลือกสรรสินค้าหรือบริการจากคนหรือพนักงานที่มีชีวิต การใช้พลังของการเล่าเรื่องจึงส่งผลต่ออารมณ์ของลูกค้าชนิดที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพียงแต่ทำให้มันอยู่ในกรอบที่ไม่เป็นเรื่องเกินความจริงหรือเรื่องหลอกลวง ก็สามารถสร้างความผูกพันระหว่าง แบรนด์ และ ลูกค้าได้

ใช้พลังแห่งการเล่าเรื่อง
แบรนด์สามารถถ่ายทอด Message ต่าง ๆ ผ่านการพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า ประสบการณ์ที่เคยพบเจอของผู้คน สิ่งนี้จะช่วยให้เราเชื่อมต่อกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในระดับอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่หนังสือนิยายก็ยังน่าอ่านกว่าหนังสือวิชาการระดับ Encyclopedia เป็นแน่
บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการใช้การเล่าเรื่องเพื่อดึงดูดผู้ชมและขับเคลื่อนผลลัพธ์ เช่น Coca-Cola และ Nike ก็มีให้เห็นเต็มไปหมด ทั้งยังสื่อสารออกมาอย่างต่อเนื่องนานนับสิบ ๆ ปี ตั้งแต่พวกเรายังเด็กจนกระทั่งวันนี้ แบรนด์เหล่านี้ก็ยังไม่หยุดที่จะสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ โดยสอดแทรกด้วยสื่อต่าง ๆ เช่น ภาพ วิดีโอ message ที่ทรงพลัง
การตรวจสอบผลลัพธ์ยิ่งช่วยสร้างกำลังใจ
ในการประเมินความสำเร็จของแผนการตลาด คุณสามารถใช้ขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อเช็คผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำไป เพราะนั่นอาจเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ยกระดับให้การทำการตลาด รู้จุดแก้ไข และก้าวไปข้างหน้า
- กำหนด KPI ของคุณ: ระบุปัจจัยเฉพาะที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการตลาดของคุณ และกำหนดวิธีที่คุณจะวัดความสำเร็จจากแผนการที่ได้วางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ยอดขาย Engagement จากช่องทางต่าง ๆ ฯลฯ
- รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์ การวิเคราะห์โซเชียลมีเดีย และข้อมูลการขาย วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อดูว่าแผนการตลาดของคุณบรรลุ KPI ที่คุณตั้งไว้หรือไม่
- เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของอุตสาหกรรม: วิจัยเกณฑ์มาตรฐานของอุตสาหกรรมเพื่อดูว่าประสิทธิภาพของคุณเป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมของคุณ เพราะถ้าคุณเห็นว่าไม่เป็นไปตาม KPI จริง ๆ แล้วก็อาจไม่เป็นแบบนั้นทั้งอุตสาหกรรมก็ได้
- ประเมินผลกระทบของกลยุทธ์ทางการตลาดแต่ละอย่าง: ประเมินกลยุทธ์ทางการตลาดแต่ละอย่างแยกจากกันเพื่อทำความเข้าใจว่ากลยุทธ์ใดได้ผลดีและกลยุทธ์ใดที่ต้องปรับปรุง
- ปรับแผนของคุณตามต้องการ: ตามการประเมินของคุณ ทำการเปลี่ยนแปลงแผนการตลาดของคุณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อรู้ว่าผลไม่ได้ตามที่หวังนั้นเป็นเพราะอะไร (จากการวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ )
Mindset ดี สู่ผลลัพธ์ที่ดี
ถึงบรรทัดนี้คุณคงมี Mindset ที่ดีต่อการตลาดมากขึ้น และสามารถวางกรอบของความคิดว่า หากต้องการทำการตลาดของสินค้าหรือบริการของตัวเอง ควรยึดแนวคิดเรื่องใดเป็นโครงหลัก ต่อยอดด้วยทฤษฎีการตลาดต่าง ๆ ก็จะนำพาแบรนด์สู่ความสำเร็จได้
