Metathesiophobia คืออะไร

Metathesiophobia คือ อะไร และมันเคยเกิดขึ้นกับตัวเราหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วมันก็เคยเกิดขึ้นกับเราแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้จักมันเท่านั้นเอง วันนี้เราลองมาดูกันว่า มันคืออะไร และเราจะรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างไร
พล็อตละครที่ว่าพระเอกแอบชอบนางเอกแต่ก็ไม่กล้าบอกรัก แล้ววันหนึ่งก็มีชายหนุ่มอีกคนคาบไปกิน เหตุที่พระเอกไม่กล้าจะบอกรัก เพราะกลัวว่าหากพูดออกไปแล้วนางเอกไม่ได้คิดแบบเดียวกัน จะทำให้ความสัมพันธ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไป แล้วอาจทำให้รักครั้งนั้นพังลงไปเลยก็เป็นได้ พระเอกจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตในทุกวันแบบเดิม โดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรและหวังว่าวันหนึ่งนางเอกจะหันมาชอบเขา การไม่ทำอะไรแบบนี้ก็เพราะพระเอก “กลัวการเปลี่ยนแปลง” หรือ “Metathesiophobia” นี่เอง
กลัวการเปลี่ยนแปลง
“กลัวการเปลี่ยนแปลง” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Metathesiophobia” โดยคำว่า “Meta”1 มาจากภาษากรีก แปลว่า “ความเปลี่ยนแปลง” คำนี้จึงหมายถึง “กลัวการเปลี่ยนแปลง” (หรือบางครั้งก็เรียก Metaphobia)
ทำไมคนเราต้องกลัวการเปลี่ยนแปลง
เราเคยพูดถึงเรื่องความกลัวกันแล้วในบทที่ว่า “ความกลัว ทำให้เรามีวันนี้” แต่เป็นความกลัวในภาพรวมทั่วไปไม่ได้เจาะจงว่าเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากนักจิตวิทยานามว่า ดร.Carla Marie Manly กล่าวไว้ว่า เมื่อคนเราเลือกที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น ย้ายบ้าน เปลี่ยนงานใหม่ เราจะรู้สึกว่าเราควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ รู้สึกไม่มีพลังมากพอจะคาดการถึงผลลัพธ์ และนั่นเองทำให้ความกลัวเกิดขึ้น และเป็นไปได้ว่าผลลัพธ์ที่มองไม่เห็นนั้นอาจนำมาซึ่งสถานการณ์ที่แย่กว่าการไม่เปลี่ยนแปลง บางครั้งจึงพูดง่าย ๆ ว่า เหตุที่กลัวการเปลี่ยนแปลงเพราะไม่สามารถคาดเดาอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้

มนุษย์สืบถอดความกลัวการเปลี่ยนแปลงมาช้านาน
.
การสืบทอดความรู้สึกกลัวการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่นทำให้สมองของ “มนุษย์” จดจำว่าการทำอะไรซ้ำ ๆ เดิม ๆ เป็นกิจวัตรให้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจกว่าการเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัย และมันก็ฝังในหัวเรามาจนทุกวันนี้ ในทางกลับกันถ้าชีวิตรู้สึกว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ พอจะคาดเดาได้ แม้ไม่เป๊ะ แต่อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ เราจะรู้สึกกังวลน้อยกว่า เพราะอย่างเลวร้ายที่สุดผลก็ออกมาในแบบที่ยอมรับได้
วิธีรับมือกับการ “กลัวความเปลี่ยนแปลง”
มีหลากหลายวิธีสำหรับการรับมือกับเรื่อง “กลัวความเปลี่ยนแปลง” หลังจากที่ลองพิจารณาแล้ว ใจความสำคัญที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำมาเป็นตัวตั้งสำหรับการรับมือในครั้งนี้คือ
1. พิจารณาถึงเป้าหมาย
การจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคลชนิดที่ว่าแม้จะไม่ทำอะไรเลยก็ใช่ว่าจะผิด ดังนั้นการจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องถูกผิด แต่เป็นเรื่องที่ว่า เหมาะหรือไม่เหมาะกับคน ๆ นั้นหรือไม่ และการจะตอบได้ว่าเหมาะหรือไม่ก็ขึ้นกับเป้าหมายของคน ๆ นั้น เช่น นักกีฬาที่มีบทบาทเป็นตัวสำรอง เขาอาจจะมีเป้าหมายเป็นตัวสำรองที่เก่งที่สุดในชีวิตนักกีฬา การที่เขาไม่ได้พัฒนาตัวเองไปถึงจุดที่เป็นตัวจริง จึงอาจเป็นเรื่องที่เหมาะกับตัวเขาแล้วก็ได้ ในขณะที่นักกีฬาที่ต้องการเป็นตัวจริงแต่ยังนั่งเป็นตัวสำรองเสมอ จำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้โค้ชเห็นถึงความสามารถ

เป้าหมายสิ่งที่แต่คนมีได้ไม่เหมือนกัน
.
2. Research ค้นคว้าหาข้อมูล เพราะเรากลัวสิ่งที่เราไม่รู้
เพราะเป้าหมายที่ตั้งนั้นจะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหนยังมิอาจตอบได้ ทำให้เราอาจไม่ทำอะไรเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าเรามีข้อมูลน้อยเกินไปที่จะตัดสินใจ ดังนั้นการค้นคว้าหาข้อมูลในเป้าหมายที่เราตั้งไว้ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ข้อมูลจากการค้นคว้าจะทำให้เรามีแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากพื้นฐานข้อเท็จจริงที่เราค้นคว้าได้ เพราะเราย่อมกลัวสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่รู้ มากกว่าเรื่องที่คาดเดาได้
3. สร้างกิจวัตรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
หากพิจารณาถึงเป้าหมายและข้อมูลการค้นคว้าและตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลง การสร้างกิจวัตรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เราก้าวสู่เป้าหมายได้ง่ายขึ้น เช่น นักกีฬาที่ต้องการเป็นตัวจริงคนนั้น ปกติฝึกซ้อม 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขาคงต้องสร้างกิจวัตรใหม่ อาจจะเป็นการซ้อมส่วนตัว เพิ่มขึ้นวันละ2ชั่วโมง (กิจวัตรใหม่) เมื่อเห็นพัฒนาการก็เพิ่มเวลาออกไป สุดท้ายผลการฝึกซ้อมที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนให้เห็นถึงผลงานในที่สุด

ถ้าเป็นคุณล่ะ เลือกแบบไหน
.
การคิดไตร่ตรองแล้วได้ผลลัพธ์ว่า “คุ้มที่จะลอง” ทำให้คุณอยากจะย้ายจากจุดเดิม และเพิ่มการเปลี่ยนแปลงลงไป ไปสู่จุดใหม่ที่เป็นไปได้ว่าดีกว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจวิธีหนึ่ง Metathesiophobia หรือการกลัวความเปลี่ยนแปลงนี้ จะว่าดีก็คงดี จะว่าไม่ดีก็คงใช่ ยิ่งกรณีที่พระเอกต้องทนคบกับนางร้ายที่คิดว่ายังไงก็คงไปไม่รอด ทะเลาะกันเสมอ ๆ การจบความสัมพันธ์ลงไปเสียดื้อ ๆ เลยก็อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ใช่หรือไม่ ก็ลอง Research ค้นคว้าข้อมูลแล้วเริ่มตัดสินใจว่าถ้าเป็นคุณ “คุ้มที่จะลอง” ไหม ?
.
[1], Meta, ที่มา Etymonline.
เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้
