เพราะอะไรถึง อย่าพูดว่า “ไม่” ในบทสนทนา

เพราะอะไรถึง อย่าพูดว่า “ไม่” ในบทสนทนา

1.     ตัวอย่างที่น่าสนใจมากๆฉากหนึ่งจากภาพยนตร์เรื่อง The Negotiator

1)     The Negotiator หนังอะไร

ในภาพยนตร์เรื่อง The Negotiator ซึ่งกำกับโดย F. Gary Gray และนำแสดงโดยซามูเอล แอล. แจ็คสัน รับบทเป็นแดนนี่ โรมัน หนึ่งในนักเจรจาตัวประกันที่มีชื่อเสียงของกรมตำรวจชิคาโก ฉากที่น่าจดจำฉากหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อแดนนี่แนะนำเพื่อนร่วมงานของเขาในสถานการณ์ที่กดดันถึงชีวิต คำพูดที่สำคัญที่สุดในฉากนี้คือ “อย่าพูดว่า ‘ไม่’ ในการเจรจา”

.

2)     บทสนทนาที่นักเจรจาต้องรู้ไว้ อย่าพูดว่าไม่

ในฉากนั้น ตัวละครแดนนี่ โรมันถูกเพื่อนร่วมงานถามว่า “Can I see a priest?” (ฉันขอพบบาทหลวงได้ไหม?) ซึ่งเขาได้รับคำตอบว่า “No, you can’t.” (ไม่ได้) นั่นทำให้แดนนี่เตือนเพื่อนร่วมงานทันทีว่า การใช้คำว่า “ไม่” นั้นอาจส่งผลที่ไม่ดีในการเจรจาโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างการเจรจาตัวประกัน คำว่า “ไม่” ทำให้การสื่อสารดูเหมือนถูกปิดกั้นและส่งผลให้ผู้เจรจารู้สึกถึงการถูกปฏิเสธหรือหมดทางเลือก ซึ่งในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่เลวร้ายหรือการสูญเสียชีวิตได้

แดนนี่อธิบายว่า การเจรจาคือการสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้คู่เจรจารู้สึกถึงความร่วมมือและทางเลือก ซึ่งการใช้คำว่า “ไม่” จะเป็นการทำลายบรรยากาศนั้น นอกจากนี้ เขายังแนะนำว่าคำเชิงลบอื่นๆ เช่น “don’t,” “won’t,” หรือ “can’t” ก็ควรถูกหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะจะทำให้ตัวเลือกของฝ่ายเจรจาตกไปอยู่ที่การใช้ความรุนแรงมากขึ้นแทนที่จะเป็นการเจรจาอย่างสันติ ดังนั้น การใช้คำที่สร้างสรรค์และเป็นบวกในสถานการณ์ที่ตึงเครียดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

3)     เพียงไม่กี่นาทีในซีนนี้ก็ทำให้เราเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง

บทสนทนาในฉากนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเฉียบคมและเชี่ยวชาญของตัวละครในการเจรจา แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญในการสื่อสารในสถานการณ์ที่กดดัน ซึ่งการไม่ปิดกั้นทางเลือกหรือการใช้คำเชิงบวกสามารถเปลี่ยนทิศทางของการเจรจาและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้

.

2.     ตัวอย่างแหล่งข้อมูลจริงของเทคนิคที่บ่งบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้คิดไปเองจากซีนที่ว่า อย่าพูดว่าไม่

การหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่,” “ห้าม,” หรือ “ทำไม่ได้” เป็นหลักการสำคัญในคู่มือการเจรจาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เนื่องจากการใช้คำเหล่านี้มักทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นมิตรและสามารถสร้างความขัดแย้งได้ง่าย โดยหลักการนี้มีการอธิบายไว้ในคู่มือการเจรจาหลายเล่มที่มีชื่อเสียง เช่น:

1)     Getting to Yes: Negotiating Agreement Without Giving In โดย Roger Fisher และ William Ury

ในหนังสือเล่มนี้ นักเขียนได้เน้นย้ำถึงแนวทางการเจรจาที่เรียกว่า “เจรจาตามหลักการ” ซึ่งเน้นการหาวิธีการที่เป็นประโยชน์ร่วมกันแทนที่จะยึดติดกับข้อกำหนดที่ตายตัว พวกเขาแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้คำที่สร้างความรู้สึกต่อต้าน เช่น “ไม่” หรือ “ทำไม่ได้” เพราะคำเหล่านี้จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกถึงความแข็งกร้าวและปิดกั้นการเจรจา การใช้คำพูดเชิงบวกหรือเสนอทางเลือกอื่นๆ เช่น “เรามีทางเลือกอื่นที่สามารถพิจารณาได้” หรือ “ลองมาดูแนวทางอื่นกัน” จะช่วยให้การเจรจามีบรรยากาศที่เป็นมิตรและเปิดกว้าง

2)     Crucial Conversations: Tools for Talking When Stakes Are High โดย Kerry Patterson, Joseph Grenny, Ron McMillan, และ Al Switzler

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการสนทนาในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดสูงและมักต้องเผชิญกับความขัดแย้ง นักเขียนแนะนำให้ใช้เทคนิคในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปิดเผยและการทำงานร่วมกัน การหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” หรือ “ไม่ได้” เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างและสนับสนุนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น การใช้คำเชิงบวกและการเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้ช่วยลดความตึงเครียดและเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยและเจรจาในเชิงบวกมากขึ้น

อย่าพูดว่าไม่

3)     The Art of Negotiation: How to Improvise Agreement in a Chaotic World โดย Michael Wheeler

หนังสือกล่าวถึงศิลปะในการเจรจา เขาเน้นถึงความสำคัญของการหลีกเลี่ยงการใช้คำที่สร้างความรู้สึกเชิงลบหรือปิดกั้นการเจรจา การใช้ภาษาที่เป็นบวกและการเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามแสดงความเห็นหรือทางเลือกจะช่วยให้สามารถสร้างข้อเสนอที่ยอมรับได้มากขึ้น การหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” จึงเป็นการสร้างโอกาสให้กับการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การนำหลักการเหล่านี้ไปใช้จะช่วยให้การเจรจาหรือการสนทนาในสถานการณ์ที่ตึงเครียดมีความราบรื่นและสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุข้อตกลงและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายอื่น

.

3.     การนำแนวคิดว่า “อย่าพูดว่า ‘ไม่’ ในบทสนทนา” มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทางด้านธุรกิจ การทำงานในออฟฟิศ หรือการค้า

แนวคิดในการหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” ในการสนทนามีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของธุรกิจ การทำงานในออฟฟิศ หรือการค้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นมีบทบาทสำคัญอย่างมาก การเปลี่ยนวิธีการพูดจากการปฏิเสธไปเป็นการเสนอทางเลือกอื่นหรือใช้คำเชิงบวกสามารถทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงและยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานอีกด้วย

1. การเจรจากับลูกค้าและคู่ค้า ในการเจรจากับลูกค้าหรือคู่ค้า การปฏิเสธโดยตรงด้วยคำว่า “ไม่” อาจทำให้คู่เจรจารู้สึกว่าถูกปฏิเสธหรือถูกปิดกั้น ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าขอเงื่อนไขที่บริษัทของคุณไม่สามารถให้ได้ แทนที่จะตอบว่า “ไม่” คุณอาจกล่าวว่า “เราขอเสนอเงื่อนไขอื่นที่อาจตอบโจทย์คุณได้ดีกว่า” การตอบแบบนี้ไม่เพียงแต่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการหารือและพัฒนาแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

อย่าพูดไม่ในบทสนทนา

.

2. การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ในสถานที่ทำงาน การใช้คำว่า “ไม่” อาจถูกมองว่าเป็นการไม่ร่วมมือหรือขัดขวางการทำงานของทีม แทนที่จะใช้คำนี้ คุณสามารถลองปรับการสื่อสารให้มีลักษณะเป็นการสนับสนุนและเสนอทางเลือก เช่น เมื่อมีงานที่คุณไม่สามารถทำได้ตามที่ร้องขอ แทนที่จะตอบว่า “ไม่สามารถทำได้” คุณอาจจะตอบว่า “ผม/ดิฉันคิดว่าเราสามารถทำแบบนี้แทนได้ไหม เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” การสื่อสารในลักษณะนี้ช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่สนับสนุนและทำให้เกิดความร่วมมือมากขึ้น

3. การบริการลูกค้า ในธุรกิจการค้าและบริการ การปฏิเสธความต้องการของลูกค้าด้วยคำว่า “ไม่” อาจทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่พอใจและสูญเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณ การใช้คำพูดเชิงบวกและการเสนอทางเลือกแทน เช่น “เราไม่สามารถทำแบบนี้ได้ แต่เรามีทางเลือกอื่นที่อาจจะเหมาะสมกับความต้องการของคุณมากกว่า” จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญและใส่ใจในความต้องการของพวกเขา

อย่าพูดว่าไม่

.

4. การจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในงาน การตอบรับด้วยการปฏิเสธทันทีอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานโดยรวม การใช้คำว่า “ไม่” ทำให้สถานการณ์ดูเหมือนถูกปิดกั้นและไม่มีทางออก การปรับเปลี่ยนคำพูดเป็นการหาวิธีแก้ไขหรือเสนอทางเลือกจะช่วยให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดคลี่คลายได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น หากมีปัญหาในการส่งมอบสินค้าแทนที่จะตอบว่า “ไม่สามารถส่งได้ทันเวลา” อาจกล่าวว่า “เราอาจต้องปรับการจัดส่งเป็นเวลาอื่นที่เร็วที่สุดเพื่อให้คุณได้รับสินค้าอย่างที่ต้องการ”

5. การสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ในธุรกิจ การสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าและคู่ค้าเป็นสิ่งสำคัญมาก การหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” จะช่วยรักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ให้เป็นไปในทางบวกและส่งเสริมการทำงานร่วมกันในระยะยาว

.

4.     การนำแนวคิดว่า “อย่าพูดว่า ‘ไม่’ ในบทสนทนา” มาใช้ในชีวิตประจำวัน ในการสนทนากับคนรอบข้างทั่วไป เช่น ครอบครัว เพื่อน

การหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” ในการสนทนากับคนรอบข้าง เช่น ครอบครัวและเพื่อนฝูง สามารถสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้นได้ เมื่อเราปรับการสื่อสารให้เป็นเชิงบวกและสนับสนุน ความเข้าใจและความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์จะเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความใกล้ชิดและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • การสื่อสารในครอบครัว

ในครอบครัว การตอบคำถามหรือข้อเสนอแนะด้วยคำว่า “ไม่” อาจทำให้สมาชิกในครอบครัวรู้สึกผิดหวังหรือไม่ได้รับการสนับสนุน ตัวอย่างเช่น หากลูกต้องการทำกิจกรรมที่อาจมีความเสี่ยงบ้าง แทนที่จะตอบปฏิเสธทันทีว่า “ไม่ เราไม่สามารถทำได้” คุณอาจพูดว่า “ทำไมเราไม่ลองวิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่าแทนดูล่ะ” การใช้คำพูดที่เสนอทางเลือกแทนการปฏิเสธช่วยให้เกิดการสนทนาที่สร้างสรรค์และสร้างความเข้าใจระหว่างกัน

อย่าพูดว่าไม่

.

  • การสนทนากับเพื่อน

การสนทนากับเพื่อนฝูงอาจมีสถานการณ์ที่ต้องการการปฏิเสธเช่นกัน เช่น เมื่อเพื่อนชวนคุณไปทำกิจกรรมที่คุณไม่สะดวกหรือไม่อยากทำ การตอบว่า “ไม่” อาจทำให้เพื่อนรู้สึกว่าเขาถูกปฏิเสธหรือถูกมองข้าม แทนที่จะตอบว่า “ไม่” คุณสามารถพูดว่า “เราอาจไม่ได้ไปด้วยวันนี้ แต่ทำไมเราไม่ลองไปทำกิจกรรมอื่นกันในครั้งหน้า” การตอบแบบนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้ดีและสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน

  • การแก้ไขความขัดแย้ง

ในบางครั้งการใช้คำว่า “ไม่” ในการสนทนาอาจทำให้เกิดความขัดแย้งหรือเพิ่มความตึงเครียด โดยเฉพาะเมื่อมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน การหลีกเลี่ยงคำว่า “ไม่” และหันมาใช้วิธีการพูดที่สร้างสรรค์ เช่น “เรามีความคิดเห็นที่ต่างกัน แต่ทำไมเราไม่ลองหาทางแก้ปัญหาด้วยกันดู” จะช่วยลดความตึงเครียดและเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยและหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

  • การแสดงความรู้สึกและความต้องการ

การแสดงความรู้สึกและความต้องการโดยไม่ใช้คำว่า “ไม่” สามารถช่วยให้คนรอบข้างเข้าใจคุณได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยและต้องการพักผ่อน แทนที่จะตอบคำขอร้องของเพื่อนว่า “ไม่ ฉันเหนื่อย” คุณอาจพูดว่า “ฉันต้องการพักผ่อนสักนิด แล้วเราค่อยทำสิ่งนี้ด้วยกันในภายหลังได้ไหม” วิธีนี้ช่วยให้เพื่อนเข้าใจสภาพของคุณโดยไม่รู้สึกถูกปฏิเสธ

  • การส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดี

เมื่อคุณเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้มีลักษณะเป็นเชิงบวกและสนับสนุน คนรอบข้างจะรู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความคิดเห็นของพวกเขา ทำให้ความสัมพันธ์แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การหลีกเลี่ยงคำว่า “ไม่” ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

.

  • การสนทนาในสถานการณ์ที่อ่อนไหว

ในบางสถานการณ์ที่อ่อนไหว การใช้คำว่า “ไม่” อาจทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี เช่น ในการสนทนาเรื่องการตัดสินใจที่สำคัญในชีวิตครอบครัว การเปลี่ยนจากการปฏิเสธมาเป็นการเสนอแนะหรือให้คำแนะนำที่เป็นมิตร เช่น “เราไม่ควรทำแบบนั้นในตอนนี้ แต่เราสามารถทำสิ่งนี้แทนได้นะ” จะช่วยให้การสนทนานั้นเป็นไปในทางสร้างสรรค์และทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าความคิดเห็นของพวกเขาได้รับการยอมรับ

.

5.     จากนี้คุณคงไม่พูดว่า “ไม่” แล้วใช่ไหม

การหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่” ในการสนทนาสามารถสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นทั้งในชีวิตประจำวันและในที่ทำงาน ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารให้เป็นเชิงบวกและสนับสนุน ความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกันจะเพิ่มขึ้น ช่วยให้การสนทนามีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสเกิดความขัดแย้ง สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและบรรยากาศที่เอื้อให้ทุกคนรู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับ

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้