2 ระบบคิดที่คุณต้องรู้! เพื่อไม่ให้พลาดในการตัดสินใจ

2 ระบบคิดที่คุณต้องรู้! เพื่อไม่ให้พลาดในการตัดสินใจ

อคติที่ทำให้เราผิดพลาดจากการคิดทั้งสองแบบพร้อมตัวอย่าง

ทุกครั้งที่เราตัดสินใจ เรามักเชื่อว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดตามข้อมูลที่มีอยู่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วกระบวนการคิดของเรามีสองระบบที่ซ่อนอยู่ในสมอง? ระบบหนึ่งทำงานอย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ โดยใช้สัญชาตญาณและความรู้สึก ขณะที่อีกระบบหนึ่งช้าลงและพิจารณาอย่างรอบคอบ ความแตกต่างของทั้งสองระบบนี้มีผลกระทบต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันมากกว่าที่เราคิด และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราพลาดโอกาสสำคัญหรือตัดสินใจผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องอคติ ที่ใครก็มีได้เป็นเรื่องปกติ เพราะเกิดจาก กระบวนความคิด 2 ระบบ แบบนี้เอง เป็นอย่างไรไปดูกันครับ

กระบวนการคิด 2 ระบบ คืออะไร

ในหนังสือ “Thinking, Fast and Slow” โดย Daniel Kahneman มีการแบ่งกระบวนการคิดของเราออกเป็นสองระบบ: ระบบ 1 (Thinking Fast) และ ระบบ 2 (Thinking Slow) ซึ่งแต่ละระบบมีลักษณะเฉพาะและอคติที่สามารถทำให้เราผิดพลาดในการตัดสินใจ

ระบบ 1 (Thinking Fast):

เป็นการคิดที่รวดเร็วและอัตโนมัติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว อคติที่เกิดจากระบบนี้คือ “อคติการยืนยัน” (Confirmation Bias) ซึ่งทำให้เรามักเลือกข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อเดิมของเรา และมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น หากคุณเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งดีกว่า คุณจะมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อนั้น และมองข้ามข้อมูลที่แสดงถึงข้อเสียของผลิตภัณฑ์

ระบบ 2 (Thinking Slow):

เป็นการคิดที่ใช้ความรอบคอบและพยายามมากกว่า ระบบนี้แม้จะช่วยให้เราตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากขึ้น แต่ก็อาจตกเป็นเหยื่อของ “อคติการคิดมากเกินไป” (Overthinking) ซึ่งเป็นการคิดและวิเคราะห์มากเกินไปจนไม่สามารถตัดสินใจได้ ตัวอย่างเช่น การที่คุณพยายามวิเคราะห์ทุกปัจจัยก่อนจะซื้อของบางอย่าง จนสุดท้ายไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้เลย

Thinking, Fast and Slow

จะนำแนวคิดนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรให้เป็นระบบ

การเข้าใจความคิดสองระบบของ Kahneman จะช่วยให้เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

ฝึกการตระหนักรู้:

เริ่มต้นด้วยการฝึกสังเกตว่าคุณกำลังใช้ระบบคิดใดอยู่ในแต่ละสถานการณ์ การตระหนักรู้ถึงอคติที่อาจเกิดขึ้นจะช่วยให้คุณหยุดและพิจารณาก่อนจะตัดสินใจ เช่น เมื่อคุณรู้สึกว่ากำลังใช้ความคิดแบบรวดเร็วเกินไป ให้ลองหยุดแล้วใช้เวลาไตร่ตรองเพิ่มเติม

แบ่งเวลาให้กับการตัดสินใจสำคัญ:

สำหรับการตัดสินใจที่มีผลกระทบมาก ควรให้เวลากับระบบ 2 โดยการรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและคิดอย่างรอบคอบ ก่อนจะทำการตัดสินใจ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจถูกควบคุมโดยระบบ 1 ที่เร่งรีบ

Thinking, Fast and Slow

ใช้เครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ:

หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงอคติในการตัดสินใจ ลองใช้เครื่องมือช่วยเช่น การทำรายการข้อดีข้อเสีย หรือการปรึกษาผู้อื่นที่มีความเห็นแตกต่าง เพื่อช่วยให้คุณสามารถเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

เข้าใจกระบวนการคิด แล้วคุณลองมาปรับใช้กับคนรอบข้าง

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นพื้นที่ที่อคติจากการคิดสองระบบสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลต่อความเข้าใจและการสื่อสาร:

การสื่อสารที่ดีขึ้น:

ในความสัมพันธ์ การสื่อสารที่รวดเร็วและอัตโนมัติ (ระบบ 1) อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด การพยายามใช้ระบบ 2 ในการรับฟังและไตร่ตรองคำพูดของอีกฝ่าย จะช่วยลดความเข้าใจผิดและเพิ่มความเข้าใจซึ่งกันและกัน

หลีกเลี่ยงการตัดสินใจรวดเร็ว:

อคติที่มักเกิดขึ้นในระบบ 1 เช่น การตัดสินใจด่วนเกี่ยวกับความตั้งใจหรือพฤติกรรมของคู่สนทนา อาจทำให้เกิดปัญหาได้ การหยุดคิดและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนจะตัดสินใจหรือแสดงความคิดเห็น สามารถช่วยลดการเกิดข้อขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

Thinking, Fast and Slow

ให้เวลากับความสัมพันธ์:

การใช้เวลาในการทำความเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของอีกฝ่ายด้วยระบบ 2 จะช่วยให้คุณสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและยั่งยืนขึ้นได้ อย่าปล่อยให้การตัดสินใจหรือความรู้สึกในความสัมพันธ์ถูกรบกวนด้วยความคิดแบบรวดเร็วหรืออคติที่ไม่เป็นธรรม

การเข้าใจแนวคิดจาก “Thinking, Fast and Slow” ไม่เพียงแค่ช่วยให้คุณตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แต่ยังสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อีกด้วย การตระหนักรู้และปรับใช้แนวคิดนี้อย่างเป็นระบบจะช่วยให้คุณสามารถจัดการกับอคติและความคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

3 ตัวอย่างที่คุณมักเจอในชีวิต กับกระบวนการคิด2ระบบ ที่แค่เห็นคุณจะร้องอ๋อ

คงจะเข้าใจง่ายขึ้นถ้าเราได้เห็นตัวอย่างของกระบวนการคิด เพื่อที่จะได้นำมาปรับใช้กับตัวเองได้ ดังนี้

1. การตลาด ที่ลูกค้าเป็นผู้คิด (Customer Decision-Making in Marketing)

Thinking, Fast and Slow

ตัวอย่าง: คุณกำลังเลือกซื้อขนมที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต

ระบบ 1 (Thinking Fast): คุณเห็นบรรจุภัณฑ์ที่ดูสวยงามและโปรโมชั่นลดราคา ซึ่งทำให้คุณตัดสินใจซื้อทันทีโดยไม่ต้องคิดมาก เพราะความประทับใจและการตอบสนองอย่างรวดเร็วของระบบ 1

ระบบ 2 (Thinking Slow): แต่ถ้าคุณเริ่มคิดเกี่ยวกับส่วนประกอบของขนมนี้ เช่น ปริมาณน้ำตาล และสุขภาพ คุณอาจใช้เวลานานขึ้นในการตัดสินใจว่าจะซื้อมันหรือไม่ นี่เป็นการคิดอย่างละเอียดและมีการประมวลผลข้อมูลของระบบ 2

ในแง่การตลาด นักการตลาดมักพยายามใช้ประโยชน์จากระบบ 1 ของลูกค้า เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น หรือการใช้คำโฆษณาที่ดึงดูดใจ แต่หากลูกค้าคิดอย่างละเอียดด้วยระบบ 2 พวกเขาอาจจะเริ่มเปรียบเทียบสินค้า หรือพิจารณาด้านสุขภาพก่อนจะตัดสินใจซื้อ

2. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง (Relationships with Others)

ตัวอย่าง: คุณได้รับข้อความจากเพื่อนที่พูดบางอย่างที่ดูเหมือนจะหยาบคาย

ระบบ 1 (Thinking Fast): คุณอาจจะรู้สึกโกรธทันที และตอบกลับไปด้วยความไม่พอใจ เพราะระบบ 1 นั้นทำงานรวดเร็วและอาจกระตุ้นอารมณ์โดยไม่คำนึงถึงเจตนาที่แท้จริงของเพื่อน

ระบบ 2 (Thinking Slow): แต่ถ้าคุณหยุดคิดก่อนจะตอบกลับ และใช้ระบบ 2 คุณอาจจะพิจารณาถึงบริบท หรือสถานการณ์ของเพื่อน ทำให้คุณสามารถตอบกลับด้วยความเข้าใจและหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น การคิดผ่านระบบ 2 ในกรณีนี้จะช่วยป้องกันความขัดแย้งและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับคนรอบข้าง

3. การพัฒนาชีวิตตนเอง (Self-Improvement)

ตัวอย่าง: คุณตั้งใจจะเริ่มออกกำลังกายทุกเช้า

ระบบ 1 (Thinking Fast): เมื่อถึงเวลาเช้า ระบบ 1 อาจบอกคุณว่า “นอนต่ออีกหน่อย” หรือ “วันนี้เหนื่อย อย่าลุกไปออกกำลังกายเลย” เพราะระบบ 1 มักตอบสนองต่อความสะดวกสบายและความเคยชิน

ระบบ 2 (Thinking Slow): แต่ถ้าคุณตัดสินใจใช้ระบบ 2 คิดทบทวนถึงเป้าหมายระยะยาว เช่น สุขภาพที่ดีขึ้น หรือการมีพลังงานมากขึ้นในแต่ละวัน คุณอาจจะสามารถเอาชนะความรู้สึกขี้เกียจและลุกไปออกกำลังกายตามที่ตั้งใจไว้

Thinking, Fast and Slow

การพัฒนาชีวิตตนเองมักต้องใช้ระบบ 2 ในการตัดสินใจที่หนักแน่นและยืนหยัดต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ แทนที่จะยอมแพ้ต่อความสะดวกสบายที่ระบบ 1 มักชักนำไป และถ้าตัดสินใจได้แล้วก็อย่าแค่ตื่นแล้วไถมือถือไปเรื่อยๆล่ะ

รู้จักระบบแล้ว เราก็ต้องเล่นกับระบบให้เป็น

กระบวนการคิด 2 ระบบจากหนังสือ “Thinking, Fast and Slow” โดย Daniel Kahneman แบ่งออกเป็น ระบบ 1 (Thinking Fast) ซึ่งทำงานโดยอัตโนมัติและรวดเร็ว อิงจากสัญชาตญาณและประสบการณ์ และ ระบบ 2 (Thinking Slow) ซึ่งเป็นการคิดอย่างรอบคอบ มีเหตุผล และต้องใช้ความพยายามมากกว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองระบบนี้ช่วยให้เราตระหนักถึงวิธีที่เราตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ทั้งในเรื่องที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วและเรื่องที่ต้องการการวิเคราะห์อย่างละเอียดมากขึ้น ทีนี้คุณก็พร้อมจะอ่านจบแล้วออกกำลังตามที่ตั้งใจไว้ได้เสียที เพราะลองคิดถี่ถ้วนแล้วมีประโยชน์ และคุณค่าต่อตัวคุณเห็นๆ

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้