6 วิธีง่ายๆ เปลี่ยนคนรู้จักให้กลายเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจ

ในชีวิตประจำวัน เรามักพบเจอผู้คนมากมาย บางคนกลายเป็นเพื่อนสนิทที่เราสามารถพึ่งพาได้ในทุกสถานการณ์ แต่บางคนก็อาจอยู่ในวงของ “คนรู้จัก” ที่เรายังไม่ได้สร้างความสนิทสนมจนกลายมาเป็นพวกเดียวกัน การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นจากความรู้สึกเป็นกลางนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เรามีพันธมิตรเพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การสร้างเครือข่าย ยิ่งถ้าเป็นคนที่คุณหมายปองด้วยแล้ว การจะแค่เอ่ยปากชวน “ไปกินข้าวกันไหม?” ยังทำได้ยาก มาลองเริ่มจากสิ่งง่ายๆเหล่านี้ดูครับ
เหตุผลที่บางคนเพื่อนเยอะและสนิท บางคนมีเพื่อนแสนสนิทแต่ไม่เยอะ
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและถูกกำหนดโดยหลายปัจจัย เช่น บุคลิกภาพ ความสนใจ การสื่อสาร และประสบการณ์ร่วมกัน การที่บางคนกลายเป็นเพื่อนสนิทและบางคนยังคงอยู่ในสถานะคนรู้จักเป็นเรื่องปกติของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และสามารถอธิบายได้โดยใช้ทฤษฎีต่างๆ เช่น ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Social Exchange Theory) และ ทฤษฎีความสอดคล้องทางความคิด (Cognitive Consistency Theory)

ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม
Homans (1961) อธิบายว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเปรียบเสมือนการแลกเปลี่ยนที่แต่ละฝ่ายจะได้รับผลประโยชน์จากความสัมพันธ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางอารมณ์ ความช่วยเหลือ หรือข้อมูล ในกรณีที่การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความสมดุล ความสัมพันธ์ก็จะเติบโตและแน่นแฟ้นขึ้น แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนไม่คุ้มค่า ความสัมพันธ์อาจไม่เติบโตไปถึงระดับความสนิทสนม
ทฤษฎีความสอดคล้องทางความคิด (Cognitive Consistency Theory)
Festinger (1957) เสนอว่ามนุษย์มักแสวงหาความสอดคล้องในความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของตนเอง ดังนั้นเมื่อเราพบเจอคนที่มีความเชื่อหรือความสนใจที่สอดคล้องกับเรา เรามักจะรู้สึกสบายใจและมีแนวโน้มที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้น ในทางกลับกัน หากมีความแตกต่างหรือขัดแย้งกันในความคิด เราอาจรักษาระยะห่างไว้และไม่พยายามพัฒนาความสัมพันธ์นั้น
ตัวอย่าง: สมมติว่าคุณทำงานในที่ทำงานเดียวกันกับเพื่อนร่วมงานหลายคน แต่คุณกลับรู้สึกสนิทสนมกับบางคนมากกว่าเพราะพวกเขามีมุมมองหรือความสนใจที่คล้ายคลึงกับคุณ เช่น ชอบดูหนังประเภทเดียวกันหรือสนใจในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่มีความสนใจหรือความเชื่อต่างจากคุณอาจยังคงอยู่ในสถานะ “คนรู้จัก” ที่ไม่ได้สนิทสนมมากนัก
การที่เรามีทั้งคนสนิทและไม่สนิทจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นผลจากกระบวนการทางจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับคนที่มีความคล้ายคลึงหรือสอดคล้องกับเรา ดังนั้น หากเราต้องการเปลี่ยนคนที่รู้จักให้มาเป็นพวกเดียวกัน ก็ต้องเริ่มจากการหาจุดร่วมและความสอดคล้องในความคิดหรือความเชื่อที่มีร่วมกัน
6 วิธีทำให้คนที่รู้จักมาเป็นพรรคพวกเดียวกับเรา
การเปลี่ยนคนที่รู้จักให้กลายมาเป็นพวกเดียวกับเราหรือพันธมิตรในแง่ของความสัมพันธ์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเกินไป หากเรามีความเข้าใจในวิธีการและเทคนิคที่สามารถสร้างความสนิทสนมและความไว้วางใจได้ นี่คือวิธีที่สามารถทำได้

1.แสดงความสนใจอย่างจริงใจ
การแสดงความสนใจในชีวิตของอีกฝ่ายเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยง การถามคำถามเกี่ยวกับชีวิต งานอดิเรก หรือความสนใจของพวกเขาช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าคุณใส่ใจในตัวตนของเขาจริงๆ ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกเป็นกลางและสร้างความใกล้ชิดมากขึ้น ตัวอย่าง: ถ้าคุณรู้ว่าคนรู้จักของคุณชอบออกกำลังกาย คุณสามารถถามเขาเกี่ยวกับกิจวัตรการออกกำลังกายหรือชวนพูดคุยเกี่ยวกับเทรนด์การออกกำลังกายใหม่ๆ
2.หาจุดร่วม
การหาความสนใจหรือประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันจะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน การพูดถึงประสบการณ์ที่เคยผ่านมาร่วมกัน หรือความชอบที่คล้ายคลึงกันสามารถสร้างความเชื่อมโยงและความรู้สึกใกล้ชิดได้ ตัวอย่าง: หากคุณและคนรู้จักเคยไปเที่ยวที่เดียวกันหรือมีประสบการณ์คล้ายกัน คุณสามารถเริ่มบทสนทนาด้วยการแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่คุณทั้งสองมีความเห็นตรงกัน เช่น “ฉันเคยไปเชียงใหม่เหมือนคุณ มันเป็นสถานที่ที่มีเสน่ห์มากเลยใช่ไหม?”
3.ให้ความช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน
การเสนอความช่วยเหลือในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นวิธีหนึ่งที่สร้างความประทับใจและความรู้สึกว่าคุณเป็นคนที่พึ่งพาได้ การกระทำนี้ช่วยสร้างความเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น ตัวอย่าง: ถ้าคนรู้จักของคุณกำลังมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่น การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คุณเชี่ยวชาญ คุณสามารถเสนอความช่วยเหลือได้ทันทีโดยไม่รอให้เขาขอ
4.เป็นผู้ฟังที่ดี
การเป็นผู้ฟังที่ดีเป็นทักษะสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น การฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ขัดจังหวะ และการแสดงความเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เป็นการแสดงความเคารพและสร้างความเชื่อมั่น ตัวอย่าง: หากคนรู้จักของคุณกำลังเล่าเรื่องที่เขากังวลใจ คุณควรฟังอย่างตั้งใจ พยักหน้า และแสดงความคิดเห็นเชิงสนับสนุน เช่น “ฟังดูยากมากเลย ฉันเข้าใจว่าทำไมคุณถึงรู้สึกแบบนี้”
5.ชื่นชมอย่างจริงใจ
การชื่นชมในคุณสมบัติหรือความสำเร็จของอีกฝ่ายอย่างจริงใจเป็นวิธีที่ทำให้เขารู้สึกดีและเปิดใจมากขึ้น การชื่นชมนี้ควรทำด้วยความจริงใจและเฉพาะเจาะจงเพื่อให้เขารู้สึกว่าคุณใส่ใจในตัวเขา ตัวอย่าง: หากคนรู้จักของคุณได้รับการเลื่อนตำแหน่งหรือประสบความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คุณควรชื่นชมอย่างจริงใจ เช่น “ผมได้ยินว่าคุณได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ยินดีด้วยนะ คุณทำได้ยอดเยี่ยมจริงๆ”
6ใช้ภาษากายเป็นมิตร
ภาษากายที่เปิดรับ เช่น การยิ้ม การสบตา และการแสดงท่าทางที่เป็นมิตร สามารถส่งสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีได้ ตัวอย่าง: ในการพบปะครั้งแรก คุณสามารถสร้างความรู้สึกเป็นมิตรโดยการสบตาและยิ้มก่อนเริ่มบทสนทนา สิ่งนี้จะช่วยให้คนที่คุณพบรู้สึกสบายใจและเปิดใจมากขึ้น
ทริกเล็กๆ น้อยๆ พร้อมตัวอย่าง
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ลองมองโลกในแง่ดี แล้วบางครั้งทริกเล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้ นี่คือ 5 ข้อที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน:

ใช้ชื่อเรียกคนที่คุณคุยด้วยบ่อยๆ
การเรียกชื่อของคนที่คุณคุยด้วยบ่อยๆ ทำให้เขารู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญกับเขา และช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณคุยกับเพื่อนร่วมงานในการประชุม แทนที่จะพูดว่า “ขอบคุณครับ” คุณสามารถพูดว่า “ขอบคุณนะครับ คุณสมชาย” สิ่งนี้จะทำให้เขารู้สึกว่าคุณใส่ใจและให้ความสำคัญกับตัวเขาเป็นพิเศษ การเรียกชื่อช่วยสร้างความเชื่อมโยงส่วนบุคคลและลดความรู้สึกแปลกหน้าระหว่างคุณกับอีกฝ่าย วิธีนี้ได้ผลจริงผมลองมาแล้ว ระหว่างแค่พูดว่า “สวัสดีครับ” เมื่อเปลี่ยนเป็น “สวัสดีครับ พี่ (ตามด้วยชื่อเขา)” ทำให้บรรยากาศผิดกันเลย
แชร์สิ่งดีๆ ที่พบเจอในแต่ละวัน
การแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ที่คุณพบเจอ เช่น เรื่องที่ทำให้คุณยิ้มได้ หรือสิ่งที่คุณชื่นชอบ จะช่วยให้บรรยากาศการสนทนานั้นผ่อนคลายและเป็นบวกเมื่อเจอคนรู้จัก คุณอาจเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการแชร์เรื่องดีๆ เช่น “เมื่อวานนี้ผมไปทานข้าวที่ร้านใหม่ในเมือง อาหารอร่อยมากเลย คุณเคยไปลองไหม?” นี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยเริ่มต้นบทสนทนาในแง่บวก การแชร์ประสบการณ์ที่ดีช่วยกระตุ้นอารมณ์บวกและสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงผ่านความสุขร่วมกัน
ชวนทำกิจกรรมที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ
การชวนคนอื่นทำกิจกรรมที่เขาชื่นชอบหรือสนใจ จะทำให้เขารู้สึกว่าคุณเข้าใจและสนใจในสิ่งที่สำคัญสำหรับเขา ซึ่งจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ถ้าคุณรู้ว่าเพื่อนร่วมงานชอบดูหนัง คุณอาจชวนเขาไปดูหนังในช่วงสุดสัปดาห์ หรือพูดคุยเกี่ยวกับหนังที่เพิ่งเข้าโรงใหม่ๆ การทำกิจกรรมร่วมกันในสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายสนใจช่วยสร้างประสบการณ์ร่วมและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น
ให้คำชมเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ
คำชมที่จริงใจและเฉพาะเจาะจงในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นบวกและทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมีคุณค่าหากเพื่อนร่วมงานของคุณแต่งตัวดีในวันนี้ คุณสามารถกล่าวคำชมง่ายๆ เช่น “ชุดวันนี้ดูดีมากเลยครับ” สิ่งนี้จะทำให้เขารู้สึกดีและเปิดใจมากขึ้น คำชมที่จริงใจและเฉพาะเจาะจงสำคัญมาก แค่เจาะจงลงไปก็ทำให้คำชมนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สร้างความรู้สึกดีในระดับส่วนตัวและช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด
ตอบสนองอย่างรวดเร็วและสุภาพ
การตอบสนองต่อคำถามหรือการขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วและสุภาพ เป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่และความพร้อมในการสนับสนุนเขา ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไว้วางใจและอยากเป็นพวกเดียวกับคุณ หากเพื่อนร่วมงานส่งอีเมลมาขอความช่วยเหลือเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ คุณสามารถตอบกลับทันทีด้วยความสุภาพ เช่น “ผมจะช่วยคุณจัดการเรื่องนี้ทันทีนะครับ” การตอบสนองที่รวดเร็วและใส่ใจจะช่วยสร้างความประทับใจ การตอบสนองอย่างรวดเร็วและสุภาพแสดงถึงความรับผิดชอบและการเคารพเวลาของอีกฝ่าย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือที่ดี

เรื่องง่ายๆ ที่น่าเสียดายหากไม่รู้
การเปลี่ยนคนรู้จักให้กลายเป็นพวกเดียวกันไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เพียงแค่แสดงความจริงใจ สนใจในสิ่งที่พวกเขาชอบ และให้ความสำคัญกับพวกเขาผ่านการกระทำและคำพูดเล็กๆ น้อยๆ วิธีเหล่านี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและทำให้คนรอบข้างรู้สึกเชื่อมโยงและพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรของคุณอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าทำได้ตอนนี้ คุณคงกล้าเอ่ยคำๆนี้แล้ว “ผมเพิ่งได้รู้จักร้านอร่อยๆร้านหนึ่ง ไปกินข้าวด้วยกันไหมครับ”
แหล่งอ้างอิง
- Homans, G. C. (1961). Social Behavior: Its Elementary Forms. Harcourt, Brace & World.
- Festinger, L. (1957). A Theory of Cognitive Dissonance. Stanford University Press.
- Mehrabian, A. (1971). Silent Messages: Implicit Communication of Emotions and Attitudes. Wadsworth Publishing Company.Blau, P. M. (1964). Exchange and Power in Social Life. John Wiley & Sons.
- Rogers, C. R., & Farson, R. E. (1957). Active Listening. University of Chicago.
- Petty, R. E., & Cacioppo, J. T. (1986). Communication and Persuasion: Central and Peripheral Routes to Attitude Change. Springer-Verlag.
- Argyle, M. (1988). Bodily Communication. Methuen & Co.
