สรุป การทำน้อยๆให้ได้มากๆ จากหนังสือ Self Help พัฒนาตัวเองทั้ง 3 เล่ม

สรุป การทำน้อยๆให้ได้มากๆ จากหนังสือ Self Help พัฒนาตัวเองทั้ง 3 เล่ม

หนังสือหนึ่งเล่มที่มีความหนาหลายร้อยหน้า ผมเคยสงสัยว่าเขียนขึ้นมาได้ยังไง ซึ่งในความจริงเขาคงไม่ได้เขียนเสร็จในวันเดียว แค่เล่มเดียวยังพอเข้าใจ แต่พอมีหลายเล่มๆ จากผู้เขียนคนเดิม มันยิ่งน่าฉงนว่าเขาทำได้อย่างไร หลังจากอ่านหนังสือมาหลายเล่มก็พบว่ามันคำตอบคือ “ความมีวินัย” หรือที่เรียกกันว่า Discipline มีความจำเป็นอย่างมากต่อความสำเร็จในระยะยาว และเมื่อมองไปในตลาดหนังสือก็มีหลายเล่มที่เขียนขึ้นจากแนวคิดนี้ เพียงแต่มุมมองที่แตกต่างกัน วันนี้เราจะมาลองดู 3 หนังสือที่มีแนวคิดคล้ายกัน คือ การมีวินัยในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเน้นว่าไม่ต้องมาก แต่ทำให้ได้นานๆ ความยากของการทำให้ได้นาน มีมากกว่าทำให้ได้ในวันเดียวแต่ทีละมากๆ ดังนั้นเรามาดูกันครับว่า Self Help Book หรือหนังสือพัฒนาตัวเองทั้งสามเล่มที่มีแนวคิดคล้ายกันนี้เขาว่าอย่างไรไว้บ้าง

1.    The Power of Habit พลังใหญ่ๆจากนิสัยเล็กๆ

The Power of Habit” โดย Charles Duhigg เป็นหนังสือที่สำรวจแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างและการเปลี่ยนแปลงนิสัย หนังสือเล่มนี้อธิบายว่า นิสัยเกิดขึ้นและทำงานอย่างไรในชีวิตประจำวันของเรา โดยเน้นที่แนวคิด “วงจรนิสัย” (Habit Loop) ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก:

1. ตัวกระตุ้น (Cue): 

   ตัวกระตุ้นคือตัวแปรที่กระตุ้นให้เราทำพฤติกรรมหรือนิสัย เช่น การที่คุณเห็นนาฬิกาปลุกในตอนเช้า (ตัวกระตุ้น) อาจทำให้คุณลุกจากเตียงทันที

2. รูปแบบการกระทำ (Routine): 

   รูปแบบการกระทำคือสิ่งที่คุณทำเป็นนิสัยเมื่อได้รับตัวกระตุ้น เช่น หลังจากได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก คุณอาจมีนิสัยในการกดปุ่มหยุดเสียงและลุกขึ้นจากเตียงทันที

3. รางวัล (Reward): 

   รางวัลคือสิ่งที่คุณได้รับจากการทำตามรูปแบบการกระทำนั้น เช่น ความรู้สึกสดชื่นหลังจากตื่นนอน หรือความพึงพอใจที่ได้ทำสิ่งที่ต้องทำในวันนั้น

Discipline

หนังสืออธิบายว่า วงจรนิสัยนี้ทำงานซ้ำ ๆ จนกลายเป็นนิสัยที่แข็งแกร่งในชีวิตของเรา และการเข้าใจองค์ประกอบของวงจรนิสัยนี้จะช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดี หรือสร้างนิสัยใหม่ที่ดีขึ้นได้

Duhigg ยังยกตัวอย่างการเปลี่ยนนิสัยในชีวิตประจำวันและในองค์กรขนาดใหญ่ เช่น บริษัท Procter & Gamble (P&G) ที่ใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Febreze ให้ประสบความสำเร็จในตลาด ด้วยการปรับเปลี่ยนวงจรนิสัยของผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ หนังสือยังกล่าวถึง “นิสัยหลัก” (Keystone Habits) ซึ่งเป็นนิสัยสำคัญที่เมื่อเราปรับเปลี่ยนได้ จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อชีวิตในด้านอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออาจทำให้คุณกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น

“The Power of Habit” ให้ความรู้และเครื่องมือในการเข้าใจและจัดการนิสัยของเราเอง ด้วยการทำความเข้าใจวงจรนิสัยและใช้มันเพื่อปรับปรุงชีวิตของเราในทางที่ดีขึ้น

2.    Atomic Habits หน่วยเล็กที่สุดของการกระทำที่เปลี่ยนชีวิตให้ยิ่งใหญ่ได้

Atomic Habits” โดย James Clear เป็นหนังสือที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนในระยะยาว Clear ใช้คำว่า “Atomic Habits” เพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่เล็กที่สุด (Atomic) แต่มีพลังและผลกระทบมากเมื่อสะสมกัน

หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 หลักการสำคัญ (The Four Laws of Behavior Change) ที่จะช่วยให้คุณสร้างนิสัยที่ดีและลดนิสัยที่ไม่ดี:

1. ทำให้นิสัยเห็นได้ง่าย (Make It Obvious): 

   Clear อธิบายว่าการทำให้นิสัยที่เราต้องการสร้างเห็นได้ชัดเจนและเป็นธรรมชาติ เช่น การวางรองเท้าวิ่งไว้ที่ปลายเตียง หากต้องการเริ่มออกกำลังกายตอนเช้า ช่วยให้เราเริ่มนิสัยนั้นได้ง่ายขึ้น เทคนิคหนึ่งที่เขาแนะนำคือการเชื่อมนิสัยใหม่เข้ากับนิสัยเก่า (Habit Stacking) เช่น หลังจากล้างหน้าในตอนเช้า (นิสัยเก่า) ให้ดื่มน้ำแก้วหนึ่ง (นิสัยใหม่)

2. ทำให้น่าสนใจ (Make It Attractive): 

   การทำให้นิสัยที่ดีน่าสนใจจะช่วยเพิ่มโอกาสที่เราจะทำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น การฟังเพลงโปรดขณะออกกำลังกาย หรือการสร้างกลุ่มเพื่อนที่มีนิสัยเหมือนกัน จะทำให้การมีวินัยในเรื่องนั้น ๆ ง่ายขึ้น

Discipline

3. ทำให้ง่าย (Make It Easy): 

   Clear เน้นว่าการทำให้นิสัยที่เราต้องการสร้างเป็นสิ่งที่ง่ายและสะดวกที่สุด เป็นกุญแจสำคัญในการทำให้มันยั่งยืน เช่น การเตรียมวัตถุดิบทำอาหารล่วงหน้า หรือการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เทคนิคสำคัญคือการ “ลดแรงเสียดทาน” (Reduce Friction) ที่อาจขัดขวางการทำสิ่งนั้น เช่น การเก็บขนมที่ไม่ดีต่อสุขภาพออกจากสายตา เพื่อลดโอกาสการกิน

4. ทำให้พึงพอใจ (Make It Satisfying): 

   การให้รางวัลตัวเองเมื่อทำตามนิสัยที่ดีหรือการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนช่วยให้เราอยากทำซ้ำ เช่น การใช้แอปพลิเคชันติดตามนิสัยที่ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าหรือการให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ตัวเองเมื่อบรรลุเป้าหมายเล็ก ๆ

แนวคิดสำคัญเพิ่มเติม:

– 1% Improvement: 

  Clear พูดถึงแนวคิดที่ว่า การพัฒนาตัวเองเพียง 1% ทุกวัน เมื่อสะสมกันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว เพราะนิสัยไม่ใช่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทันที แต่การพัฒนาทีละเล็กละน้อยสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้

The Plateau of Latent Potential: 

  แนวคิดนี้อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากนิสัยเล็ก ๆ อาจไม่เห็นผลลัพธ์ในทันที ซึ่งทำให้หลายคนล้มเลิกกลางคัน แต่หากเรามีความอดทนและสม่ำเสมอ เราจะเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อถึงจุดหนึ่ง

Identity-Based Habits: 

  Clear แนะนำว่า เราควรเปลี่ยนแปลงนิสัยโดยการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์หรือภาพลักษณ์ของตัวเอง เช่น แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ฉันจะพยายามออกกำลังกาย” ให้เปลี่ยนเป็น “ฉันคือคนที่รักการออกกำลังกาย” ซึ่งการคิดในลักษณะนี้จะช่วยให้เรามีวินัยในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

“Atomic Habits” เป็นหนังสือที่มอบวิธีการที่ชัดเจนและเป็นระบบในการสร้างนิสัยที่ดีและลดนิสัยที่ไม่ดี ผ่านการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน

3.    The War of Art ความต้านทานที่ใช้ศาสตร์แห่งศิลปะ

The War of Art” โดย Steven Pressfield เป็นหนังสือที่สำรวจและวิเคราะห์ความท้าทายที่เกิดขึ้นในการสร้างสรรค์ผลงานหรือการทำงานที่มีความหมาย หนังสือเล่มนี้เน้นที่การเอาชนะ “ความต้านทาน” (Resistance) ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นในการเขียนหนังสือ การทำงานศิลปะ หรือแม้กระทั่งการดำเนินชีวิตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

แนวคิดหลักของ “The War of Art”:

1. ความต้านทาน (Resistance): 

   Pressfield แนะนำว่า “ความต้านทาน” คือพลังลึกลับที่เกิดขึ้นในใจของเราทุกคน มันสามารถปรากฏในรูปแบบของความกลัว ความสงสัยในตัวเอง การผัดวันประกันพรุ่ง หรือความล้มเหลวในการเริ่มต้นทำสิ่งที่สำคัญ ความต้านทานจะทำให้เราล้มเลิกหรือหลีกเลี่ยงการทำงานที่ควรทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เราต้องการ

2. การทำงานอย่างมืออาชีพ (Turning Pro): 

   หนึ่งในวิธีที่ Pressfield เสนอให้เอาชนะความต้านทาน คือการเปลี่ยนตัวเองให้ทำงานอย่าง “มืออาชีพ” ซึ่งหมายถึงการมีวินัยและความมุ่งมั่นในการทำงาน โดยไม่ยอมให้ความต้านทานมาขัดขวางหรือทำให้เราหลงทาง มืออาชีพจะทำงานต่อไปไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร และไม่รอให้มีแรงบันดาลใจหรืออารมณ์ที่เหมาะสมก่อนถึงจะเริ่มทำ

3. การเผชิญหน้าและเอาชนะความต้านทาน (Overcoming Resistance): 

   Pressfield แนะนำว่าการเอาชนะความต้านทานต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความอดทน เราต้องเผชิญหน้ากับความกลัวและความสงสัยในตัวเอง และดำเนินการทำสิ่งที่สำคัญ แม้ว่าจะรู้สึกไม่พร้อมหรือไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม เขาเน้นว่าสิ่งสำคัญคือการ “เริ่มต้น” ทำงาน โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ในทันที

Discipline

4. แรงบันดาลใจและความศักดิ์สิทธิ์ (Inspiration and the Muse): 

   Pressfield ยังเชื่อว่าการทำงานสร้างสรรค์นั้นมีความเกี่ยวข้องกับพลังบางอย่างที่สูงส่งกว่าเราเอง ซึ่งเขาเรียกว่า “The Muse” (เทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจ) การทำงานอย่างสม่ำเสมอและมีวินัยจะช่วยให้เราสามารถเปิดประตูให้กับแรงบันดาลใจเหล่านี้ และทำให้ผลงานที่เราผลิตออกมามีความลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้น

5. การแบ่งแยกระหว่างตัวตนที่แท้จริงและตัวตนปลอม (The Ego and the Self): 

   หนังสือยังพูดถึงการแยกแยะระหว่างตัวตนที่แท้จริง (Self) กับตัวตนที่ปลอม (Ego) ตัวตนที่แท้จริงคือแหล่งพลังและแรงบันดาลใจที่เราควรเชื่อฟังและดำเนินตาม ส่วนตัวตนที่ปลอมเป็นเสียงที่สร้างความกลัวและความไม่มั่นใจในตัวเอง การทำงานอย่างมืออาชีพหมายถึงการฟังตัวตนที่แท้จริงและเพิกเฉยต่อเสียงของตัวตนที่ปลอม

“The War of Art” เป็นหนังสือที่ทรงพลังในการปลุกเร้าและให้แรงบันดาลใจแก่ผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ผลงานหรือบรรลุเป้าหมายในชีวิต โดยการเน้นย้ำถึงการเอาชนะความต้านทานผ่านการทำงานอย่างมืออาชีพและมีวินัย การเริ่มต้นและทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าความรู้สึกภายในจะเป็นอย่างไร คือกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่า

จุดร่วมของแต่ละเล่มที่หยิบไปใช้ได้ทันที วันนี้ เวลานี้

1. การเริ่มต้นและความสม่ำเสมอ

   – The Power of Habit: เน้นการสร้างและทำตามวงจรนิสัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พฤติกรรมกลายเป็นนิสัยที่ยั่งยืน เช่น การลุกจากเตียงทุกเช้าทันทีที่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก

   – Atomic Habits: เน้นการพัฒนาเพียง 1% ทุกวันด้วยการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่สม่ำเสมอ เช่น การออกกำลังกายเพียง 10 นาทีทุกเช้า

   – The War of Art: เน้นความสำคัญของการเริ่มต้นทำงาน แม้จะมีความต้านทาน การทำงานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราก้าวข้ามความกลัวและความสงสัย เช่น การนั่งเขียนวันละหนึ่งหน้ากระดาษ

   จุดเหมือน: ทั้งสามเล่มเน้นการเริ่มต้นและทำสิ่งนั้นอย่างสม่ำเสมอ การทำงานหรือกิจกรรมซ้ำ ๆ จนกลายเป็นนิสัยและสร้างความก้าวหน้า

2. การเอาชนะอุปสรรคภายในและความต้านทาน

   – The Power of Habit: แนะนำให้ใช้วงจรนิสัยในการเอาชนะพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น การเปลี่ยนจากการทานขนมตอนเครียดเป็นการดื่มน้ำแทน

Discipline

   – Atomic Habits: เน้นการทำให้การเปลี่ยนนิสัยง่ายขึ้นและการลดแรงเสียดทาน เพื่อเอาชนะความต้านทาน เช่น การเตรียมชุดออกกำลังกายไว้ล่วงหน้าเพื่อทำให้เริ่มออกกำลังกายง่ายขึ้น

   – The War of Art: พูดถึง “ความต้านทาน” ที่เกิดขึ้นในจิตใจ และการทำงานอย่างมืออาชีพเพื่อเอาชนะมัน เช่น การเขียนหนังสือแม้ว่าจะไม่รู้สึกอยากทำ

   จุดเหมือน: ทั้งสามเล่มกล่าวถึงการเอาชนะอุปสรรคภายในหรือความต้านทานที่ทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่ควรทำได้ โดยแนะนำให้เราตั้งเป้าหมายและทำตามมันอย่างแน่วแน่

3. ความสำคัญของการมีวินัย

   – The Power of Habit: เน้นการมีวินัยในชีวิตประจำวันด้วยการสร้างนิสัยที่ดีและหลีกเลี่ยงนิสัยที่ไม่ดี เช่น การออกกำลังกายและทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

   – Atomic Habits: แนะนำการปรับนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างมีวินัยเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เช่น การเพิ่มกิจกรรมที่ดีในชีวิตประจำวันทีละน้อย

   – The War of Art: เน้นการทำงานอย่างมืออาชีพและมีวินัย เพื่อเอาชนะความต้านทานและสร้างผลงานที่มีคุณค่า เช่น การสร้างตารางการทำงานที่เข้มงวด

   จุดเหมือน: ทั้งสามเล่มเห็นพ้องกันว่า การมีวินัยคือกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จและการสร้างชีวิตที่มีคุณค่า

4. การเชื่อมโยงระหว่างนิสัยและอัตลักษณ์ส่วนตัว

   – The Power of Habit: ไม่ได้กล่าวถึงโดยตรง แต่มีความเชื่อมโยงว่าการสร้างนิสัยที่ดีจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวตนในระยะยาว

   – Atomic Habits: เน้นว่าเราควรเปลี่ยนแปลงนิสัยโดยการเปลี่ยนอัตลักษณ์ เช่น มองตัวเองเป็นคนที่รักการออกกำลังกาย

   – The War of Art: พูดถึงการแยกระหว่างตัวตนที่แท้จริงและตัวตนปลอม การทำงานอย่างมืออาชีพจะทำให้เราใกล้เคียงกับตัวตนที่แท้จริงมากขึ้น

   จุดเหมือน: ทั้งสามเล่มกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเรา

ตัวอย่างเล็กน้อย: 

เช่น ถ้าเป้าหมายคือการเขียนหนังสือ ทุกคนสามารถเริ่มต้นด้วยการเขียนวันละหน้าอย่างสม่ำเสมอ (การเริ่มต้นและความสม่ำเสมอ) แม้ในวันที่คุณรู้สึกไม่มีแรงบันดาลใจ (การเอาชนะอุปสรรคภายใน) และทำเช่นนี้อย่างมีวินัยทุกวัน (ความสำคัญของการมีวินัย) สุดท้ายเราจะทำได้สำเร็จ มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ว่า “เราคือนักเขียน” (การเชื่อมโยงระหว่างนิสัยและอัตลักษณ์ส่วนตัว) ทั้งหมดนี้ทำให้ผมได้คำตอบอย่างชัดเจน ว่าหนังสือเล่มหนาๆหลายร้อยหน้าที่เขียนกันมานั้น ถูกทำให้สำเร็จได้อย่างไร คุณเองก็ทำได้เช่นกัน

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้