5วิธี ลดอีโก้ง่ายๆด้วยตัวเอง แต่ อีโก้คืออะไรก่อน

ผมเองก็ว่าแล้วว่าสิ่งที่เคยได้ยินกับทฤษฎีที่เรียนมันมีอะไรทแม่งๆ ไม่เป๊ะเหมือนที่เคยเข้าใจมาตลอด หากใครเรียนเรื่อง Consumer Behavior มาจะรู้จักคำว่า Id (อิด), Ego (อีโก้), Super Ego (ซุปเปอร์อีโก้) ซึ่งตัวที่เราได้ยินกันบ่อยๆคือ อีโก้ ในวิชา Consumer Behavior มันคือ บุคลิก พฤติกรรมที่เราแสดงออกมา โดยเป็นมาจากการรักษามดุลระหว่าง Id และ Super Go แต่ในหนังสือเรื่อง “The Power of Now” คำว่า Ego ที่เขาพูดถึงอ่านแล้วจะไม่ใช่เช่นนั้นตรงๆ แล้วมันเป็นอย่างไร ลองไปดูกันครับ
อีโก้ คืออะไรกันแน่
อีโก้ (Ego) เป็นแนวคิดที่ซับซ้อนซึ่งใช้ในหลายบริบท เช่น จิตวิทยา ปรัชญา และจิตวิญญาณ ในบริบทของหนังสือ “The Power of Now” โดย Eckhart Tolle อีโก้ คือ ตัวตนที่หลอกลวง หรือภาพลักษณ์ที่เราสร้างขึ้นเกี่ยวกับตัวเราเอง โดยที่ตัวตนนี้ถูกสร้างขึ้นจากความคิด ความเชื่อ และความรู้สึกที่สะสมมาตลอดชีวิต ตัวนี้เองที่เราได้ยินกันมาแต่เด็กว่า ให้ลดอีโก้ลงหน่อย ซึ่งขัดกับอีโก้ในวิชา Consumer Behavior อย่างสิ้นเชิง The Power of Now มองอีโก้ในแง่ลบว่าเป็นต้นเหตุของความทุกข์และการไม่ตระหนักรู้ ในขณะที่วิชา Consumer Behavior มองอีโก้เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

วิชา Consumer Behavior มองอีโก้เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม หรือแทบจะเป็นพระเอกที่คอยสร้างสมดุลระหว่างสัญชาติญาณขั้นพื้นฐานของมนุษย์ กับ จิตใต้สำนึกฝ่ายดีในใจ
หากอธิบายอีโก้ในบริบทของหนังสือ “The Power of Now” จะได้ว่า…
อีโก้เป็นการระบุตัวตนที่เกิดจากความคิดของเราเอง มันคือ “เสียงในหัว” ที่บอกเราว่าเราเป็นใคร เราควรทำอะไร และเราควรได้รับการยอมรับอย่างไร อีโก้มักจะเชื่อมโยงกับการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น การยึดติดกับความสำเร็จ หรือความรู้สึกว่าเราจะต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อที่จะรู้สึกมีคุณค่า เช่นนี้แล้วเรายิ่งต้องลดอีโก้ ไม่ใช่ทำให้มันเพิ่มขึ้น
จริงหรือไม่ อีโก้เป็นต้นเหตุของความทุกข์
อีโก้มักจะสร้างความคาดหวังที่ไม่เป็นจริงและความต้องการที่ไม่สิ้นสุด เมื่อเราระบุตัวตนกับอีโก้ เราจะรู้สึกไม่พอใจเมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และอีโก้ยังทำให้เรายึดติดกับอดีตและกังวลเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความทุกข์และความเครียด ดังนั้นในบริบทของหนังสือ The Power of Now อีโก้จึงเป็นต้นเหตุของความทุกข์ นั่นคือเหตุผลที่ผู้ใหญ่สอนเราให้ลดอีโก้ลงหน่อย ควาหมายก็มาจากเช่นนี้เอง
ตัวอย่างอีโก้ในชีวิตประจำวัน ที่คุณจะต้องบอกว่านี่มันฉันนี่เอง
ลองนึกถึงเวลาที่คุณรู้สึกโกรธหรือหงุดหงิดเมื่อมีคนวิจารณ์คุณ ความรู้สึกนั้นมาจากอีโก้ที่พยายามปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง หรือลองนึกถึงความกังวลเกี่ยวกับการที่คุณอาจไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ นั่นคืออีโก้ที่สร้างความกังวลเกี่ยวกับอนาคตซึ่งยังมาไม่ถึง ดังนั้นหากเราลองลดอีโก้ลง ลองคิดว่าภาพลักษณ์ของตัวเราเองไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร การได้รับคำวิจารณ์เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว แถมทำให้เราได้พัฒนาตัวเองอีก อีโก้ที่ลดลงเช่นนี้ กลับทำให้เราเปิดรับและมีใจที่เบิกบานมากกว่าเสียอีก

การปล่อยวางอีโก้คืออะไร ทำได้ไหม?
การปล่อยวางอีโก้หมายถึงการหยุดระบุตัวตนกับความคิดและความรู้สึกที่สร้างขึ้นโดยอีโก้ และกลับมาสู่ความเป็นตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเป็นสภาวะของการมีสติและการอยู่ในปัจจุบัน เมื่อเราปล่อยวางอีโก้ เราจะสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น โดยไม่ถูกครอบงำด้วยความคาดหวังหรือความกังวลที่ไม่จำเป็น ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่ดีมาก และอีโก้ที่เรารู้แล้วว่าถ้ายิ่งมันมีมากเท่าไร เรายิ่งทุกข์ใจเท่านั้น เราจึงสามารถเข้าใจและบอกกับตัวเราเองได้ว่า ความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่เรามีอีโก้สูงเกินไปนั่นเอง
สมมติปล่อยวางอีโก้ได้ เราจะเป็นอย่างไร?
เมื่อเราปล่อยวางอีโก้ เราจะรู้สึกถึงความสงบและความเป็นอิสระ เราจะไม่ถูกครอบงำด้วยความคิดที่เป็นพิษหรือความรู้สึกที่ทำให้เรารู้สึกทุกข์ เราจะสามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างมีสติและเปิดใจกว้างมากขึ้น
อีโก้ในบริบทของ “The Power of Now” คือการระบุตัวตนกับความคิดที่สร้างภาพลวงตาและความคาดหวังที่ไม่เป็นจริง การปล่อยวางอีโก้เป็นการหยุดยึดติดกับความคิดเหล่านั้น และกลับมาใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีสติ ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกถึงความสงบและความสุขที่แท้จริงมากขึ้น

5 วิธีลดอีโก้ ทำง่ายได้ง่ายจนคุณตะโกน รู้งี้ทำนานแล้ว!
การลดอีโก้ให้ใจเป็นสุขอย่างง่ายด้วยตัวเองนั้นเกี่ยวข้องกับการฝึกสติและการทำความเข้าใจตัวเองในบริบทต่างๆ นี่คือ 5 วิธีที่ดีที่สุดในการลดอีโก้ พร้อมตัวอย่าง:
1. ฝึกการยอมรับเพื่อลดอีโก้ (Acceptance)
ยอมรับสถานการณ์และผู้คนรอบตัวโดยไม่ตัดสินหรือคาดหวังว่าจะเป็นไปตามที่เราต้องการ การยอมรับคือการมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง และเปิดใจให้กับความเปลี่ยนแปลง และยอมรับในสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามแนวคิด Stoic ตัวอย่างเช่น เมื่อเจอความคิดเห็นที่ต่างจากเรา แทนที่จะเถียงหรือพยายามเอาชนะ เราอาจแค่ฟังและยอมรับว่าทุกคนมีมุมมองของตัวเอง
2. ฝึกการรู้สึกขอบคุณ (Gratitude)
ฝึกขอบคุณสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน การรู้สึกขอบคุณช่วยให้เราลดการยึดติดกับความคิดหรือความต้องการที่มาจากอีโก้ เช่น ทุกคืนก่อนนอน ลองเขียนสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณในวันนี้ เช่น อาหารอร่อยที่ได้กิน หรือการที่มีเพื่อนที่คอยสนับสนุน การมีที่นอนอุ่นๆในคืนที่หนาวเย็น

3. ฝึกการมีสติ (Mindfulness)
ใช้สติเพื่อสังเกตความคิดและอารมณ์ของตนเอง เมื่อเริ่มรู้สึกว่าความคิดหรืออารมณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น ให้ใช้สติเตือนตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือยึดติดกับความคิดเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่รู้สึกโกรธหรือหงุดหงิด ลองหยุดหายใจลึกๆ และถามตัวเองว่า “อารมณ์นี้เกิดจากอะไร” และ “มันมีความสำคัญขนาดนั้นจริงหรือ”
4. ฝึกการให้อภัย (Forgiveness)
เรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองและผู้อื่น การให้อภัยทำให้เราไม่ยึดติดกับความผิดพลาดหรือความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งมักเกิดจากอีโก้ที่อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ เช่น หากคุณทะเลาะกับเพื่อน ลองคิดถึงสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้ และปล่อยวางความโกรธหรือความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้น การเปลี่ยนคำพูด หรือความคิดลบๆ ให้กลายเป็นเชิงบวกช่วยได้มากในเรื่องนี้ คุณลองใช้ดูสิ
5. ฝึกการมีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น (Compassion)
เข้าใจและเห็นใจทั้งตัวเองและผู้อื่น การฝึกความเมตตาช่วยให้เรามองเห็นว่าทุกคนล้วนมีข้อบกพร่องและปัญหาของตัวเอง ซึ่งช่วยลดการยึดมั่นในอีโก้ เช่น เมื่อคุณเห็นคนทำผิดพลาด แทนที่จะตำหนิหรือตัดสิน ลองถามตัวเองว่า “ถ้าเป็นเราจะรู้สึกอย่างไร” และพยายามเข้าใจเขาจากมุมมองนั้น
การฝึกทั้ง 5 ข้อนี้ช่วยลดอีโก้และนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง เพราะมันช่วยให้เราปล่อยวางความต้องการในการควบคุมหรือพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ในหลายๆ สถานการณ์ แน่นอนว่าไม่มีทางทำได้ในชั่วความคืน ดังนั้นในทุกข้อจึงมีคำว่า “ฝึก” คือหมั่นลองทำ และทำจนเป็นนิสัยจะทำให้เราลดอีโก้ของเราลงได้ ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าอีโก้ที่เข้าใจแต่เด็ก อีโก้ที่ได้จากวิชาที่เรียนกับเรื่อง Id และ Super Ego แท้จริงแล้วเป็นคนละเรื่องกัน แต่ตอนนี้ชัดแล้วจากหนังสือ The Power of Now การลดอีโก้จะทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้น ลองทำดูกันครับ
