อยู่กับปัจจุบันเปลี่ยนอนาคต เคล็ดลับจาก The Power of Now ที่คุณไม่ควรพลาด

อยู่กับปัจจุบันเปลี่ยนอนาคต เคล็ดลับจาก The Power of Now ที่คุณไม่ควรพลาด

คำว่า “ปัจจุบัน” หลายคนบอกว่ามันคือของขวัญ (Present) ทำให้นึกถึงหนังสือชื่อ The Power of Now โดย Eckhart Tolle ที่ชื่อหนังสือบอกให้อยู่กับปัจจุบัน และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การวางแผนสำหรับอนาคตจะเอาไว้ตรงไหน หนังสือคงมิได้ให้อยู่กับปัจจุบันจนลืมคิดถึงอนาคตเป็นแน่ แล้วเขาจะแนะนำอย่างไร ไปดูกันครับ

แนวคิดว่าไว้อย่างไร แนวคิดสำคัญที่สอนเราว่า จงอยู่กับปัจจุบัน

1.    การอยู่กับปัจจุบัน (Living in the Now)

การอยู่กับปัจจุบันเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสงบสุขในชีวิต Tolle อธิบายว่า ช่วงเวลาปัจจุบัน คือสิ่งเดียวที่เรามีอยู่จริง และเป็นพื้นที่ที่เราสามารถสัมผัสความสุขและความเป็นจริงอย่างแท้จริง แต่ทว่ามนุษย์ส่วนใหญ่กลับหลงลืมสิ่งนี้ โดยเรามักจะปล่อยให้ความคิดวนเวียนไปมาระหว่างความทรงจำในอดีตและความกังวลเกี่ยวกับอนาคต ซึ่งทำให้เราห่างไกลจากความสุขที่แท้จริง ตรงนี้เองถือเป็นกุญแจสำคัญของข้อนี้

การอยู่ในปัจจุบันหมายถึงการให้ความสำคัญกับ “ตอนนี้” ไม่ใช่แค่การมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เป็นการเข้าถึงประสบการณ์ทั้งหมดในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก เสียงที่ได้ยิน หรือสิ่งที่สัมผัส ซึ่งเป็นการมีสติและรับรู้ถึงความงดงามของชีวิตในทุก ๆ ขณะ เมื่อเราสามารถเชื่อมต่อกับช่วงเวลานี้ได้จริง ๆ เราจะพบว่าความกังวลและความเครียดที่เกี่ยวข้องกับอดีตและอนาคตลดลงอย่างมาก

Tolle แนะนำว่าในการฝึกการอยู่กับปัจจุบัน เราสามารถเริ่มต้นด้วยการให้ความสนใจกับการหายใจของตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการดึงจิตใจกลับมาที่ปัจจุบัน การหายใจเข้าและออกอย่างมีสติจะช่วยให้เรารับรู้ถึงความสงบและความสบายใจที่อยู่ในช่วงเวลานี้ เมื่อเราฝึกการทำเช่นนี้บ่อย ๆ เราจะสามารถปรับตัวให้ใช้ชีวิตในปัจจุบันได้ดีขึ้นและลดความคิดฟุ้งซ่านที่มักจะครอบงำเรา

2.    การปล่อยวางอีโก้ (Freeing Yourself from the Ego)

Eckhart Tolle ให้ความสำคัญอย่างมากกับการเข้าใจและปล่อยวาง “อีโก้” หรือลดอีโก้ ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นตัวตนเทียมที่เราใช้ระบุตัวตนของเราเอง อีโก้เป็นแหล่งที่มาของความทุกข์เพราะมันทำให้เรายึดติดกับภาพลักษณ์ ความสำเร็จ หรือสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับเรา มันคือ “เสียงในหัว” ที่สร้างความคาดหวังและความต้องการที่ไม่สิ้นสุด และเมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนอง มันจะก่อให้เกิดความทุกข์และความไม่พอใจ

การปล่อยวางอีโก้หมายถึงการยอมรับว่า ตัวตนที่แท้จริง ของเราไม่ใช่สิ่งที่อีโก้บอกให้เราคิด เราคือผู้สังเกตการณ์ที่อยู่เบื้องหลังความคิดเหล่านั้น เมื่อเราเริ่มตระหนักถึงการมีอยู่ของอีโก้ เราสามารถเริ่มปล่อยวางความยึดติดกับสิ่งที่มันพยายามควบคุม การปล่อยวางอีโก้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งทุกสิ่งที่เรารักหรือทำในชีวิต แต่มันคือการหยุดให้ความสำคัญกับอีโก้จนทำให้เราลืมที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เป็นธรรมชาติและสงบสุข

Tolle ยังกล่าวถึงการรู้จักแยกแยะระหว่าง “ความรู้สึกตัวตน” และ “ความคิด” ของเรา ตัวตนที่แท้จริงของเราอยู่เหนือความคิด ความคิดเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่เราใช้ในการดำเนินชีวิต แต่เมื่อเราปล่อยให้มันควบคุมและสร้างภาพลวงตาของความเป็นตัวตน เราจะรู้สึกเครียดและหงุดหงิด เพราะอีโก้ไม่เคยรู้สึกพอใจ มันต้องการมากขึ้นเสมอ การปล่อยวางอีโก้คือการเรียนรู้ที่จะหยุดฟังเสียงที่สร้างความทุกข์และกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ที่เราไม่ต้องการอะไรเพิ่ม

แล้วอนาคตที่ต้องวางแผนล่ะ จะทำอย่างไร จะนำแนวคิดนี้มาใช้อย่างไร

การอยู่กับปัจจุบันและการวางแผนเพื่ออนาคตอาจดูเหมือนเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกัน แต่จริง ๆ แล้วสามารถเสริมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสองแนวคิดนี้สามารถนำมารวมเป็นเนื้อเดียวได้ดังนี้

1.      การวางแผนอย่างมีสติ (Mindful Planning)

การวางแผนสำหรับอนาคตไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องละทิ้งการอยู่กับปัจจุบัน แต่เป็นการนำเอาสติและความตระหนักรู้มาใช้ในการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ Tolle เองไม่ได้ปฏิเสธการวางแผน เพียงแต่เตือนให้เราไม่หมกมุ่นอยู่กับอนาคตมากจนทำให้เราไม่ได้ใช้ชีวิตในปัจจุบัน

การวางแผนอย่างมีสติหมายถึงการใช้เวลาปัจจุบันในการสร้างแผนการที่ดีสำหรับอนาคต แต่หลังจากที่วางแผนเสร็จแล้ว ควรกลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรากำลังทำในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การพักผ่อน หรือการใช้เวลาร่วมกับคนที่เรารัก การอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้เรามีสมาธิและสามารถดำเนินตามแผนที่เราวางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.      การแยกแยะระหว่างการวางแผนและการกังวล (Planning vs. Worrying)

สิ่งที่ Eckhart Tolle เน้นคือการไม่ให้อนาคตครอบงำจิตใจจนทำให้เกิดความกังวล ความเครียด หรือความวิตก การวางแผนเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ แต่การกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงและสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เป็นเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเราวางแผน เราควรทำด้วยจิตใจที่สงบและมุ่งเน้นไปที่การสร้างแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่หลังจากที่วางแผนเสร็จแล้ว เราควรปล่อยให้แผนนั้นทำหน้าที่ของมัน และไม่ให้ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตมาบดบังความสุขในปัจจุบัน นี่คือคำตอบของประเด็นนี้เลยก็ว่าได้ว่า การวางแผนเพื่ออนาคตกับการอยู่กับปัจจุบันจะทำให้สอดคล้องลงตัวกันอย่างไร

3.      การดำเนินชีวิตอย่างมีสมดุล (Balancing Life)

การใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลคือการสามารถอยู่กับปัจจุบันและเพลิดเพลินกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ขณะเดียวกันก็มีแผนสำหรับอนาคตที่ชัดเจน การมีสมดุลระหว่างการอยู่กับปัจจุบันและการมองไปข้างหน้า จะช่วยให้เรามีชีวิตที่มั่นคงและมีความสุข

ตัวอย่างเช่น คุณอาจวางแผนการเงินสำหรับการเกษียณ แต่หลังจากนั้น คุณยังคงสนุกกับการทำงานในปัจจุบันและใช้เวลาร่วมกับครอบครัว โดยไม่ปล่อยให้ความกังวลเรื่องการเกษียณมาครอบงำจิตใจ

4.      การปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไป (Letting Go After Planning)

เมื่อคุณวางแผนแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามที่ควรจะเป็น การอยู่กับปัจจุบันหมายความว่าเรายอมรับสถานการณ์ในขณะนั้นโดยไม่ให้แผนที่เราวางไว้กลายเป็นแหล่งที่มาของความทุกข์ เมื่อเรายอมรับสิ่งที่เป็นไปในปัจจุบัน เราจะสามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

5.      การตระหนักรู้ถึงความเป็นไปได้ในอนาคต (Conscious Awareness of Future Possibilities)

การอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่การละทิ้งความรับผิดชอบต่ออนาคต แต่เป็นการเข้าใจว่าอนาคตคือผลลัพธ์ของการกระทำในปัจจุบัน เมื่อเราตระหนักถึงสิ่งนี้ เราจะใช้เวลาปัจจุบันอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเรารู้ว่าทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้จะส่งผลต่ออนาคต

แนวคิดการอยู่กับปัจจุบันและการวางแผนอย่างดียังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยการวางแผนอย่างมีสติ การแยกแยะระหว่างการวางแผนและการกังวล และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลจะทำให้เราสามารถสร้างอนาคตที่ดีขึ้นได้ในขณะที่ยังมีความสุขและความสงบสุขในปัจจุบัน

ตัวอย่างกรณีที่ต้องการย้ายงานของมนุษย์เงินเดือน เป็นเรื่องอนาคตแต่ก็ทำปัจจุบันให้ดีได้เพื่ออนาคต

  1. สมมติว่าคุณกำลังมองหางานใหม่ คุณอาจเริ่มด้วยการวางแผนอย่างมีสติ ซึ่งรวมถึงการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่คุณสนใจ การเตรียมเรซูเม่และจดหมายสมัครงาน และการวางแผนขั้นตอนต่างๆ เช่น การเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์และการวางแผนทางการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนงาน แต่ทั้งหมดนี้ทำด้วยความสงบ ไม่ตึงเครียดกับผลลัพธ์ที่ยังมาไม่ถึง
  2. หลังจากที่คุณได้วางแผนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้ชีวิตในปัจจุบัน คุณทำตามแผนที่วางไว้ในแต่ละวัน เช่น การส่งใบสมัคร การเตรียมตัวสัมภาษณ์ และการติดตามผล อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรยึดติดกับความกังวลเกี่ยวกับอนาคต เช่น “ถ้าฉันไม่ได้งานนี้จะทำอย่างไร” แทนที่จะกังวล คุณควรมีสมาธิกับการทำสิ่งที่ต้องทำในปัจจุบันอย่างดีที่สุด
  3. หลังจากที่คุณทำทุกอย่างตามแผนแล้ว เช่น การสัมภาษณ์ คุณก็ปล่อยให้แผนทำหน้าที่ของมันเองโดยไม่ต้องกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับผลลัพธ์ คุณได้ทำในสิ่งที่สามารถควบคุมได้ในปัจจุบันแล้ว และอนาคตจะออกมาอย่างไรนั้นก็เป็นผลของการกระทำในปัจจุบันที่ได้ลงมือทำไปแล้ว

สู่ความสงบในปัจจุบัน ปลดปล่อยพลังแห่งอนาคตที่แท้จริง

สิ่งสำคัญที่มิอาจลืมได้เลยคือการตระหนักว่า พลังที่แท้จริงของเรามาจากการอยู่กับปัจจุบันขณะ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายหรือยากลำบาก การปล่อยวางความกังวลเกี่ยวกับอดีตและความกลัวต่ออนาคต ช่วยให้เราพบกับความสงบและความชัดเจนในการดำเนินชีวิต ทุกการตัดสินใจและการกระทำที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นสิ่งที่หล่อหลอมอนาคตของเรา การใช้ชีวิตอย่างมีสติและรับรู้ถึงปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่จึงเป็นกุญแจสู่การสร้างอนาคตที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นปรัชญาที่คมคายมากอย่างหนึ่งจริงๆ ถึงบรรดทัดนี้เราคงไม่คิดอยู่กับปัจจุบันจนลืมคิดถึงอนาคตเป็นแน่… หิวจัง ค่ำนี้จะกินอะไรดีนะ!!!

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้