5 พื้นฐานดีๆ กับวิธีแก้จน

5 พื้นฐานดีๆ กับวิธีแก้จน

ถ้าคุณมีความฝัน ความฝันจำเป็นต้องลงทุนเพื่อคว้าให้ได้มา และบางความฝันก็ต้องลงทุนด้วย “เงิน” การไม่มีเงินก็อาจจะสานความฝันได้แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย เราจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องการเงินไว้บ้าง พอเราพูดถึงการศึกษาและทำความเข้าใจพื้นฐานทางการเงิน (Financial Literacy) หนังสือ The Modern Guide to Being Poor and How to Fix It โดย Chezare และ Trey Bonilla เน้นย้ำว่า การมีความรู้ทางการเงินเป็นกุญแจสำคัญในการหลุดพ้นจากภาวะการเงินที่ย่ำแย่ หลายคนประสบปัญหาทางการเงินเพราะขาดความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเงิน ซึ่งสามารถปรับปรุงได้ง่ายๆ ผ่านการศึกษาเรื่องการออม การลงทุน และการใช้หนี้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันใน 5พื้นฐานดีๆ กับ วิธีแก้จน

.

5 พื้นฐานดีๆ กับ วิธีแก้จน

1)      เริ่มแบบง่ายๆกับการศึกษาและเข้าใจพื้นฐานทางการเงินนำทางสู่ วิธีแก้จน

การศึกษาเรื่องการเงินพื้นฐานช่วยให้เราสามารถตัดสินใจทางการเงินได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงิน การออม หรือการลงทุน หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นเรียนรู้ข้อมูลเบื้องต้นเช่น:

1. การออมเงิน: เรียนรู้เกี่ยวกับการแบ่งรายได้เพื่อการออมทันทีเมื่อได้รับเงิน เช่น การออม 10% ของรายได้ในแต่ละเดือน จะช่วยสร้างนิสัยการออมที่ดี นอกจากนี้ยังควรมีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับกรณีที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือการเสียงาน

2. การจัดการหนี้: เข้าใจความแตกต่างระหว่างหนี้ดีและหนี้เสีย เช่น การกู้ยืมเพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในอนาคต (หนี้ดี) กับหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือสิ่งของที่ไม่จำเป็น (หนี้เสีย) การจัดการหนี้เสียที่มีดอกเบี้ยสูงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำก่อน เพื่อป้องกันการเพิ่มของดอกเบี้ย

3. การลงทุนอย่างง่าย: การเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น การลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมและทำให้เงินเติบโต แต่ก็ต้องเรียนรู้ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องด้วย

สมมติว่าคุณเป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางการเงินมาก่อน คุณอาจเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลเบื้องต้นจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น บล็อกการเงินที่มีชื่อเสียง หรือหนังสือเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน เช่น การทำงบประมาณ การออม และการลดหนี้ เมื่อคุณเริ่มมีความรู้เบื้องต้นแล้ว คุณอาจเริ่มต้นลงทุนเล็กๆ ในกองทุนรวมเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของตลาดการเงิน วิธีนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมทางการเงินมากขึ้น

.

2)      การสร้างแผนการเงินที่เป็นรูปธรรม

1. การตั้งงบประมาณรายเดือน – สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเขียนงบประมาณรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนอย่างละเอียด แผนนี้ควรรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ค่าน้ำค่าไฟ และค่าของใช้ประจำวัน นอกจากนี้ ควรจัดสรรงบสำหรับการออมเงินและการลงทุนอย่างชัดเจนด้วย การทำงบประมาณจะช่วยให้เห็นภาพรวมของการใช้จ่ายได้ชัดเจนขึ้นและป้องกันไม่ให้เงินไหลออกมากเกินไป

2. การตั้งเป้าหมายทางการเงิน – การตั้งเป้าหมายทางการเงินจะช่วยให้คุณมีจุดมุ่งหมายในการเก็บออมและลงทุน เช่น การตั้งเป้าหมายระยะสั้น (ออมเงินสำหรับท่องเที่ยวปีหน้า) และเป้าหมายระยะยาว (การเกษียณอายุหรือการซื้อบ้าน) เป้าหมายเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณทำตามแผนและไม่ออกนอกเส้นทางง่ายๆ

3. การจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่าย – เมื่อมีงบประมาณแล้ว คุณต้องเรียนรู้ที่จะจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย ให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก่อน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก จากนั้นพิจารณาการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อลดลง เช่น การลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับความบันเทิงหรือสิ่งของที่ไม่จำเป็น

4. การติดตามและปรับปรุงแผนการเงิน – แผนการเงินไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ต้องมีการติดตามผลทุกเดือน ดูว่าเราทำตามแผนได้หรือไม่ หากมีปัญหา เช่น ใช้เงินเกินงบ คุณจะสามารถแก้ไขและปรับปรุงแผนใหม่ได้ทันที เช่น การลดค่าใช้จ่ายบางอย่างเพื่อให้สามารถออมเงินได้ตามเป้าหมาย

 ตัวอย่าง:

  • สมมติว่าคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท คุณอาจสร้างแผนการเงินโดยแบ่งเป็น:
    • ค่าใช้จ่ายจำเป็น (เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง): 50% ของรายได้ (15,000 บาท)
    • การออมเงินระยะสั้นและยาว: 20% (6,000 บาท)
    • การลงทุนในกองทุนรวม: 10% (3,000 บาท)
    • ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น (เช่น ความบันเทิง): 20% (6,000 บาท)

จากนั้นคุณต้องติดตามดูว่าใช้จ่ายตามแผนได้หรือไม่ และปรับปรุงแผนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน

.

3)      การลดหนี้สิน

1. ทำความเข้าใจกับหนี้ที่มี – ขั้นตอนแรกของการลดหนี้คือการตรวจสอบและจัดการกับหนี้สินทั้งหมดที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อบ้าน ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มจากการรวบรวมหนี้ทั้งหมดและเรียงลำดับตามอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้คุณรู้ว่าหนี้ไหนมีดอกเบี้ยสูงที่สุดและควรชำระก่อน

2. การชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงก่อน – หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในการลดหนี้คือการชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน เช่น บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ผู้เขียนแนะนำให้คุณมุ่งเป้าไปที่การลดหนี้ในส่วนนี้ก่อน เพราะดอกเบี้ยที่สูงจะทำให้คุณจ่ายเงินออกไปมากกว่าที่ควรทุกเดือน การจัดลำดับหนี้ตามอัตราดอกเบี้ยช่วยลดภาระทางการเงินในระยะยาว

3. ใช้กลยุทธ์ Snowball หรือ Avalanche – มีสองวิธีที่นิยมในการชำระหนี้ ได้แก่

  • Snowball Method: เริ่มต้นจากการชำระหนี้ที่ยอดน้อยที่สุดก่อน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เร็วและมีกำลังใจในการทำต่อไป
    • Avalanche Method: เริ่มต้นจากการชำระหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อนเพื่อลดจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในระยะยาว วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดหนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพทางการเงิน

4. หลีกเลี่ยงการสร้างหนี้ใหม่ – ในระหว่างที่คุณกำลังลดหนี้ ควรหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรเครดิตเพิ่มเติมหรือการกู้ยืมเงินที่ไม่จำเป็น ผู้เขียนเน้นให้ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและมีวินัยในการใช้เงินเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระหนี้ในอนาคต

5. เจรจากับเจ้าหนี้ – หากคุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลาหรืออยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก คุณควรติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาเงื่อนไขใหม่ เช่น การปรับอัตราดอกเบี้ยหรือการปรับโครงสร้างหนี้ เจรจาเพื่อให้มีการผ่อนชำระที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณจะช่วยให้การชำระหนี้ง่ายขึ้น

ตัวอย่าง:

สมมติว่าคุณมีหนี้บัตรเครดิตหลายใบและหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล คุณอาจเริ่มต้นด้วยการชำระหนี้บัตรเครดิตที่ดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน และเลือกใช้วิธี Avalanche ในการชำระหนี้ วิธีนี้จะช่วยลดจำนวนดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายไปในระยะยาว ในขณะเดียวกัน คุณอาจพิจารณาเจรจากับธนาคารเพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขการชำระหนี้

.

4)      การสร้างรายได้เสริม

1. การพัฒนาทักษะใหม่ – หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มรายได้คือการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่สามารถทำเงินได้ เช่น การเรียนรู้ทักษะด้านเทคโนโลยี การตลาดดิจิทัล การเขียนโปรแกรม หรือการออกแบบกราฟิก ทักษะเหล่านี้มีความต้องการสูงในตลาดงาน และสามารถสร้างรายได้เสริมได้ดี ผู้เขียนแนะนำให้เริ่มต้นจากการหาคอร์สเรียนออนไลน์หรือทำงานอิสระ (freelance) เพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์

2. การใช้ความถนัดหรือความสนใจ – ผู้เขียนแนะนำให้มองหางานเสริมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณชอบหรือถนัด เพราะคุณจะสามารถทำได้อย่างมีความสุขและไม่เหนื่อยง่าย เช่น หากคุณถนัดด้านการเขียน คุณอาจลองทำงานเป็นนักเขียนบทความออนไลน์ หรือหากชอบทำอาหาร คุณอาจเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กในการขายอาหารออนไลน์

3. งานอิสระหรือ Gig Economy – งานใน Gig Economy เช่น งานขับรถส่งของ หรือบริการงานออนไลน์ เช่น การทำงานผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Upwork, Fiverr หรือ Airbnb ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างรายได้เสริม งานเหล่านี้สามารถทำได้ยืดหยุ่นตามเวลาว่าง และทำควบคู่กับงานประจำได้ ผู้เขียนเน้นว่าไม่จำเป็นต้องออกจากงานหลัก แต่การสร้างรายได้เสริมนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินได้

4. การขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ – อีกหนึ่งวิธีที่หลายคนใช้เพื่อสร้างรายได้เสริมคือการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada หรือการขายของมือสองผ่าน Facebook Marketplace นอกจากนี้ การสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย เช่น YouTube หรือ TikTok ก็สามารถสร้างรายได้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะถ้าคุณสามารถสร้างผู้ติดตามจำนวนมากและสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ

5. การลงทุนในธุรกิจขนาดเล็ก – หากคุณมีเงินออมและมีความรู้ทางธุรกิจ การลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการเพิ่มรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านอาหารเล็กๆ หรือธุรกิจขายของออนไลน์ การลงทุนในสิ่งที่คุณชอบและมีความเชี่ยวชาญจะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จ

 ตัวอย่าง:

สมมติว่าคุณทำงานประจำเป็นครูและสนใจด้านการออกแบบกราฟิก คุณอาจเริ่มต้นเรียนรู้การออกแบบผ่านคอร์สออนไลน์ เช่น Adobe Illustrator หรือ Canva จากนั้นเริ่มรับงานออกแบบเล็กๆ ผ่านแพลตฟอร์ม Freelance เช่น Fastwork หรือ Fiverr งานเหล่านี้สามารถทำได้หลังเลิกงานประจำ และสร้างรายได้เพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายหรือออมเงินในอนาคต

.

5)      การสร้างนิสัยทางการเงินที่ดี

1. การใช้เงินอย่างมีสติ – การสร้างนิสัยการใช้จ่ายที่ดีเริ่มต้นจากการใช้เงินอย่างมีสติ ผู้เขียนเน้นว่าคุณควรคิดก่อนที่จะใช้จ่ายในทุกๆ ครั้ง และตั้งคำถามว่าการใช้จ่ายนั้นจำเป็นจริงหรือไม่ การลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การซื้อของฟุ่มเฟือยหรือสิ่งที่ไม่มีความสำคัญในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้คุณสามารถเก็บเงินได้มากขึ้น

2. การตั้งเป้าหมายในการออมและลงทุน – การมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณมีแรงจูงใจในการออมและการลงทุน เช่น การตั้งเป้าหมายเพื่อการเกษียณ การซื้อบ้าน หรือการเดินทางท่องเที่ยว การมีเป้าหมายเหล่านี้ทำให้การสร้างนิสัยทางการเงินที่ดีมีทิศทางที่ชัดเจน และกระตุ้นให้คุณทำตามแผนทางการเงินอย่างเคร่งครัด

3. การวางแผนการออมแบบอัตโนมัติ – การตั้งระบบการออมเงินอัตโนมัติในทุกๆ เดือน เช่น การโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ทันทีที่ได้รับเงินเดือน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างนิสัยการออมเงิน ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการออมเงินแบบอัตโนมัติทำให้คุณไม่ต้องคิดมากเรื่องการออม และทำให้สามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องพยายามมาก

4. การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ – นอกจากการออมแล้ว ผู้เขียนแนะนำให้สร้างนิสัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เช่น การลงทุนในกองทุนรวม หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งในระยะยาว การลงทุนที่สม่ำเสมอจะช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในอนาคต

5. การปรับปรุงนิสัยการเงินเป็นระยะ – การติดตามและประเมินนิสัยทางการเงินของตนเองอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณพบว่านิสัยบางอย่างไม่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงิน คุณควรพิจารณาเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงนิสัยเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มการออมเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น หรือการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเมื่อมีหนี้ที่ต้องชำระมาก

 ตัวอย่าง:

สมมติว่าคุณมีนิสัยชอบใช้จ่ายเงินโดยไม่คิด เช่น การซื้อของที่ไม่จำเป็นเพียงเพราะส่วนลดหรือโปรโมชั่น ในการปรับปรุงนิสัยทางการเงิน คุณอาจเริ่มต้นจากการตั้งงบประมาณในการใช้จ่ายและติดตามว่าคุณใช้เงินไปกับอะไรบ้างในแต่ละเดือน หลังจากนั้นคุณอาจวางแผนการออมแบบอัตโนมัติ โดยกำหนดให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ทันทีเมื่อได้รับเงินเดือน ทำให้คุณมีเงินเก็บในแต่ละเดือนโดยไม่ต้องคิดมาก

ความรู้ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

ถ้าพวกเราทำได้ดังนี้ คงจะไม่จน ซึ่งจะเป็นไปตามที่หนังสือ The Modern Guide to Being Poor and How to Fix It ได้สอนเอาไว้ แต่ที่เหนือกว่านั้นคือ ต้นทุนในการเริ่มต้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้การเริ่มต้นแม้ก้าวแรกสำหรับแต่ละคนความยากง่ายไม่เท่ากัน ขอให้เรามีใจตั้งมั่นว่าจะไม่จน ก็เริ่มต้นกันที่ข้อ1ได้ทันที ทีนี้ฝันที่เคยวาดเอาไว้ เราก็จะเข้าใกล้ไปอีกหนึ่งก้าวในทุกๆวัน ใครทำได้แล้วก็เอามาแชร์กันนะครับ

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้