เนื้อๆ เน้นๆ กับ 7วิธี ลด ละ เลิก กำจัดความเสียดาย

เนื้อๆ เน้นๆ กับ 7วิธี ลด ละ เลิก กำจัดความเสียดาย

หนังสือเรื่อง The Subtle Art of Not Giving a F*ck โดย Mark Manson เป็นหนังสือที่ช่วยลด ละ เลิก ความเสียดายโดยแท้ ในหนังสือเสนอแนวทางการใช้ชีวิตที่เน้นการปล่อยวาง และไม่ให้ความสำคัญเกินไปกับเรื่องเล็กน้อยหรือความเสียใจในอดีต การตัดสินใจในอดีตไม่ได้กำหนดค่าของเราในอนาคต และหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราปรับมุมมองและก้าวต่อไปได้ หรือจะเรียกว่ามองโลกในแง่ดีก็ยังได้ แล้วเราจะกำจัดความเสียดาย ให้น้อยลงได้

1.      การเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีค่าเท่านั้น

  • หนังสือเล่มนี้เน้นว่าคนเรามีขีดจำกัดในการใส่ใจหรือกังวลกับสิ่งต่างๆ เราจึงต้องเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง สิ่งที่ไม่สำคัญควรละทิ้งไป การเสียดายมักเกิดจากการให้ความสำคัญกับเรื่องที่ไม่ควรหรือสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ตัวอย่าง: คุณรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่ทำงาน ซึ่งทำให้เสียเวลาไปกับการคิดเรื่องนี้เป็นเดือน แต่ถ้าคุณเลือกที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะเพื่อโอกาสในอนาคต แทนที่จะมัวแต่คิดถึงความเสียดาย คุณจะพบว่าเวลาที่ใช้ไปเป็นประโยชน์มากกว่า และการไม่ได้เลื่อนตำแหน่งนั้นคุณย่อมได้อะไรมาทดแทนกับสิ่งที่คุณอาจไม่ได้ใช้เวลาทุ่มเทไป เพราะทรัพยากรของคุณก็มีเท่าเดิม

2.      ยอมรับความผิดพลาดและความเจ็บปวด

  • การยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ช่วยให้เราปล่อยวางความเสียดายได้เร็วขึ้น หนังสือสอนให้คุณไม่พยายามหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความรู้สึก แต่ยอมรับความจริงและเดินหน้าต่อไป โดยไม่ให้ความผิดพลาดในอดีตมาบั่นทอนคุณค่าในปัจจุบัน
กำจัดความเสียดาย

ตัวอย่าง: คุณอาจเคยทำผิดพลาดในการตัดสินใจทางการเงินที่ทำให้สูญเสียเงินไป แต่แทนที่จะเสียใจกับการตัดสินใจนั้น คุณควรยอมรับว่ามันเป็นบทเรียน และนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้ในการจัดการเงินในอนาคต ที่ผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ ที่ทำได้คือเอาบทเรียนนี้มาเป็นคุณค่าในอนาคต

3.      การเข้าใจว่าชีวิตมีขีดจำกัด

  • หนังสือเตือนว่าทุกคนมีขีดจำกัด ทั้งในด้านเวลาและพลังงาน ดังนั้น การเสียใจกับการตัดสินใจในอดีตที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างเปล่าประโยชน์ แทนที่จะเสียเวลาในความเสียดาย เราควรให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ดีกว่า

ตัวอย่าง: คุณรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปเรียนต่อปริญญาโททันทีหลังจบปริญญาตรี แต่เมื่อคุณตระหนักว่าการเรียนต่อในตอนนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับการหาประสบการณ์ทำงานหรือสร้างครอบครัว คุณจะเริ่มเห็นว่าการตัดสินใจในอดีตไม่ใช่เรื่องผิดพลาด และทุกคนมีเวลาจำกัดในการเลือกสิ่งที่สำคัญในชีวิต

4.      ปล่อยวางการคาดหวังในตัวเองและผู้อื่น

  • ความเสียดายส่วนใหญ่มักเกิดจากการตั้งความคาดหวังที่สูงเกินไป ทั้งกับตัวเองหรือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในอดีต การปล่อยวางความคาดหวังเหล่านี้และยอมรับว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอ จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
กำจัดความเสียดาย

ตัวอย่าง: คุณคาดหวังว่าเพื่อนบางคนจะสนับสนุนคุณในโครงการธุรกิจใหม่ แต่เมื่อพวกเขาไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างที่หวัง คุณรู้สึกเสียดายที่เสียเวลาและพลังงานไปกับพวกเขา แต่หากคุณปล่อยวางความคาดหวังนี้ คุณจะรู้สึกเบาสบายและมุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ด้วยตัวเองแทน

5.      การมุ่งเน้นไปที่การเติบโตและพัฒนาแทนการเสียใจกับอดีต

  • หนังสือสอนว่าความผิดพลาดและการตัดสินใจที่เคยทำผิด เป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต หากเรามองความเสียดายเป็นบทเรียนแทนการจมปลักอยู่กับความผิดพลาด เราจะสามารถก้าวผ่านและพัฒนาตัวเองได้ดีกว่า

ตัวอย่าง: คุณรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลาในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาทักษะที่คุณสนใจ แต่แทนที่จะติดอยู่กับความคิดนี้ คุณเลือกที่จะใช้เวลาปัจจุบันเพื่อเรียนรู้ทักษะเหล่านั้น และหาทางพัฒนาตนเองจากสิ่งที่คุณเคยพลาด

6.      การยอมรับความธรรมดาของชีวิต

  • หนังสือเน้นว่าไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาจะประสบความสำเร็จหรือทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ ความธรรมดาในชีวิตเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ การเสียดายว่าไม่ได้ทำสิ่งใหญ่โตในอดีตจึงไม่ควรเป็นสิ่งที่มากดดันตัวเอง
กำจัดความเสียดาย

ตัวอย่าง: คุณเคยตั้งความหวังไว้ว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในวัย 30 แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณกลับไม่ได้เป็นที่รู้จักมากมาย การยอมรับว่าความธรรมดาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และการหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ จะช่วยให้คุณปล่อยวางความเสียดายที่ไม่ได้ทำสิ่งใหญ่โต

7.      การหาคุณค่าที่แท้จริงในชีวิต

  • การปล่อยวางจากความเสียดายและมุ่งหาคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตจะทำให้คุณรู้สึกพอใจมากขึ้นในสิ่งที่คุณมีในปัจจุบัน แทนที่จะยึดติดกับอดีต หนังสือสนับสนุนให้ค้นหาสิ่งที่สำคัญจริงๆ และทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นไป

ตัวอย่าง: คุณรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศในวัยหนุ่มสาวเพื่อค้นหาประสบการณ์ใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณกลับพบว่าคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตคุณคือการได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง การตระหนักถึงคุณค่านี้จะช่วยให้คุณปล่อยวางความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ออกไปผจญภัย มันอยู่ที่ว่าคุณค่าที่แท้จริงสำหรับคุณคืออะไร ถ้าตอนนั้นคุณไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศจริงๆ นั่นก็คงเพราะว่ามันไม่ใช่คุณค่าที่คุณว่าเป็นคุณค่าที่แท้จริง เพราะถ้ามันเป็นคุณค่าที่แท้จริง คุณคงทำมันไปแล้ว

กุญแจที่สำคัญของหนังสือ ทำให้เราลด ละ เลิก และกำจัดความเสียดาย

The Subtle Art of Not Giving a F*ck คือการเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตอย่างแท้จริง และปล่อยวางเรื่องที่ไม่สำคัญหรือสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ การยอมรับความผิดพลาดและความธรรมดาของชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน การเติบโตจากประสบการณ์ในอดีตแทนการจมอยู่กับความเสียดายช่วยให้เรามีชีวิตที่พึงพอใจมากขึ้น หลักสำคัญคือการเลือกให้ความสนใจเฉพาะสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างชีวิตในทางที่มีความหมายและมีคุณค่าจริงๆ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราควรจดจ่อ ณ ขณะปัจจุบันนั่นเอง

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้