สินทรัพย์ 8หมื่นเท่า!!!

สินทรัพย์ 8หมื่นเท่า!!!

8หมื่นเท่า!!!
คือมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัทปัจจุบันเทียบกับตอนก่อตั้งใหม่ๆ
บริษัทก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยเงินลงทุน 50,000 บาท โดยใช้ชื่อว่า Rose Sound
เวลาผ่านไป 41ปี ทุกวันนี้ ทั่วประเทศต่างเรียกว่า บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ซึ่ง
มีสินทรัพย์รวมกว่า 4,000 ล้านบาท

ตำนานของบริษัทเกิดขึ้นอย่างจริงๆจังๆในช่วงยุค90 ที่ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น
บริษัท อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ด้วยเงินลงทุน 300 ล้านบาท
และปั้นศิลปินมากมายทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง กวาดรายได้ไปอีกหลายล้านบาท
พร้อมกับชื่อเสียงของศิลปินที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

หากมองไปที่จุดสูงสุดของความสำเร็จแห่งยุค90ในตอนนั้นและ
มองลึกลงไปถึง กลยุทธ์หลักๆของส่วนผสมการตลาด อาร์เอสในตอนนั้นทำอะไร???

1. Product Strategy:
สินค้าที่อาร์เอสขายเห็นได้ชัดว่าคือ เพลง และเพื่อให้ลูกค้าจับต้องได้มากขึ้น
จึงนับรวมมาเป็นเซตกับตัวศิลปินด้วย
นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ศิลปินแทบจะทุกคนในยุคนั้น หน้าตาต้องมาก่อน
พร้อมกับชุดคอนเซปท์ ที่ไม่ว่าจะออกสื่อเวลาไหน เกมโชว์ ทอล์คโชว์ รายการวิทยุ
คนไทยต้องได้เห็นศิลปินในชุดคอนเซปท์สีสันสดใส สร้างจุดเด่น(Salience)ให้กับศิลปินแต่ละคนได้เป็น
อย่างดี
ตัวอย่างหนึ่งของชุดคอนเซปท์ที่เห็นกันชัดเจนในสมัยนั้นคือ แร็พเตอร์ กับอัลบั้ม Waab Boys
ที่มีเสื้อสะท้อนแสงที่มาพร้อมกับกางเกงขายาวหลวมๆ จนวัยรุ่นบอกกับพ่อค้าแม่ค้าว่ามาซื้อกางเกงแร็พเตอร์

2. Price Strategy:
ตลับเทปในยุคนั้นขายราคาใกล้ๆกันทั้งแกรมมี่ คีตา อาร์เอส (competitive base pricing) ตั้งแต่ 65-90 บาทแล้วแต่ร้านค้า
ส่วนซีดีราคาจะค่อนข้างสูงและยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่ากับเทปคาสเซต
แต่ก็มีการตั้งราคาปกกับราคาขายจริงที่ไม่เท่ากันโดยราคาขายจริงจะถูกกว่าก็คงพอจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า
สินค้าประเภทซีดี เป็นของพรีเมี่ยมและมีราคาถูกกว่าราคาปก
ถ้าราคาต่ำกว่า 50 บาท ก็แทบจะบอกได้เลยว่า เทปผีซีดีเถื่อน
สำหรับราคาตั๋วคอนเสิร์ตในสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีหลักพันให้เห็น
ราคาที่เห็นกันบ่อยๆก็คือ 200 300 500

3. Place (Channel) Strategy:
ในสมัยที่ร้านสะดวกซื้อยังไม่แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ การเลือกซื้อตลับเทปสักตลับ
กลับไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะร้านขายเทปก็มีให้เห็นได้ทั่วไป เป็นแค่คีออสเล็กๆก็มี
อย่างตัวผมเองยังเคยหาซื้อได้ตามป้ายรถเมล์ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าที่ไหนมีร้านเทป ที่นั่นก็มีเทปอาร์เอสก็ว่าได้
และก็ร้านเทปใหญ่ตามศูนย์การค้าที่วัยรุ่นไปรวมตัวกัน หรือสยามแสควร์ก็หาซื้อเทปได้อย่างไม่ยากเย็น

4. IMC (Integrated Market Communication) Strategy:
การสื่อสารที่อาร์เอสทำในตอนนั้นไม่ใช่การพูดถึงเรื่องว่าราคาถูก หรือซื้อกี่ตลับจะแถมอะไร
แต่เป็นการส่งผ่านบทเพลงให้เข้าหูคนไทยให้มากที่สุด เพราะมั่นใจในความไพเราะ
ยิ่งเข้าหูคนมากเท่าไร ยิ่งตัวศิลปินโดนใจคนมากเท่าไร ก็ยิ่งขายได้มากเท่านั้น
เป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ที่มั่นใจในผลิตภัณฑ์และสื่อสารมันออกไปยังลูกค้่า

การสื่อสารที่สำคัญในตอนนั้น ที่สำคัญและเห็นได้ชัดคือการใช้ Mass Media
1.) โทรทัศน์ พูดถึงทีวีแล้วรายการเพลงเรียกว่าเป็นของคู่ใจเด็กวัยรุ่นสมัยนั้นเลยก็ว่าได้
เพราะว่ารายการเพลงของอาร์เอสมีให้เห็นเกือบทุกวัน และระหว่างรายการก็คั่นด้วยโฆษณาของอัลบั้มศิลปิน
ในเวลานั้นอีก
โดยเริ่มต้นด้วยศิลปินที่ออกอัลบั้มล่าสุดไล่ไปยังศิลปินที่ออกอัลบั้มมาก่อน
ช่วงเวลาหนึ่งๆ มักมีศิลปินไม่มากที่กำลังอยู่ในกระแส หากเป็นรายการเพลงครึ่งชั่วโมง ก็จะมีMVให้เห็น
ประมาณ4-5เพลง
หากเป็นรายการ1ชั่วโมง จะมีMVให้เห็นประมาณ6-8เพลง
ต่างจากปัจจุบัน ที่อยากดูอยากฟังอะไรก็ใช้ Youtube หรือ Joox เปิดได้ทุกที่ทุกเวลา

2.) วิทยุ รายการวิทยุที่เป็นคลื่นหลักๆของอาร์เอส ที่เห็นชัดๆคือ
คลื่น FM93.0, FM106.0Mhz จากสถานีวิทยุเสียงจากทหารเรือ
หรือส.ทร. นอกจากจะได้ฟังเพลงของอาร์เอสแล้ว ยังได้ฟังเพลงเพราะๆจากทหารเรืออีกด้วย
เช่น เพลงดอกประดู่, เพลงราชนาวี ฯลฯ
ที่ถ่ายทอดเป็นช่วงเวลา โดยเปิดเฉพาะเพลงของอาร์เอสเท่านั้น มีชื่อรายการว่า Radio Relax และเพลงไทย
คุณขอมา

3.) หนังสือพิมพ์ เราจะเห็นโฆษณาอัลบั้มใหม่ๆของอาร์เอสได้ที่หน้าบันเทิงของหนังสือพิมพ์หัวสี
หรือบางทีก็เห็นข่าวของศิลปินอาร์เอสในเนื้อหาของข่าวบันเทิงด้วย

คงปฏิเสธได้ยากว่าส่วนผสมทางการตลาดที่ดูเรียบง่ายนี้
เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของอาร์เอสโปรโมชั่นในยุค90
ที่วัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ในสมัยนั้นล้วนผ่านมันมาแล้วทั้งสิ้น
หากปัจจุบันจะทำมูลค่าสินทรัพย์ให้สูงได้8หมื่นเท่าใน41ปีแบบอาร์เอส
ผมว่าเอาเวลามาฟังเพลงยุค90แทนก็แล้วกัน

 

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้