เริ่มต้นที่361จุด

เริ่มต้นที่361จุด

เริ่มต้นที่361จุด

Arnold schwarzenegger นักแสดงนำของภาพยนตร์ที่รู้จักกันดีในนาม “คนเหล็ก”
Terminator2 นับเป็นภาคที่สร้างความแปลกใหม่ให้วงการภาพยนตร์
โดยผู้ชมมักจำได้เกี่ยวกับตัวร้ายที่เป็นมนุษย์หลอมเหลว พระเอกที่แข็งแกร่งยิงไม่เข้า
ตัวละครขาดเหลือครึ่งตัวก็ยังเดินหน้าทำภารกิจต่อไป ฉากแอ็คชั่นตระการตา
พร้อมกับเค้าโครงเรื่องที่ว่า หุ่นยนต์ที่มีปัญญาคิดเองได้จะมาครองโลก
จากฝีมือการกำกับของ James Cameron ทั้งหมดนั่นอุบัติขึ้นตั้งแต่Windows3.1ยังไม่เกิด
นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับ AI (Artificial Intelligence) ที่ยังเป็นเพียงจินตนาการในโลกภาพยนตร์

26ปีผ่านไป…
วันนี้วันที่เรามีAIที่ฉลาดขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เรียกว่ามากกว่าความฉลาดของAIเดิมๆทั้งหมดในประวัติศาสตร์โลกมารวมกัน
เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “AlphaGo” ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเล่นหมากล้อมหรือโกะ ชนะมือหนึ่งของโลกได้เป็นที่เรียบร้อย
หลายคนคงสงสัยว่ามันน่าตื่นเต้นตรงไหน!!!
การสร้างAIให้เล่นโกะชนะคนได้ ยากกว่าการสร้างโปรแกรมเล่นหมากรุกมากนัก
ด้วยกฎ กติกาการเลือกเดินลงบนจุดต่างๆจากเส้นที่ตั้งกัน38เส้นเกิดจุดตัด361จุด ที่สามารถพลิกแพลงได้หลากหลาย
และจำเป็นต้องคำนึงถึงแต้มและการวางหมากในตาต่อๆไปอีกหลายชั้น
ผมเองก็เคยคิดว่ายังไงเรื่องการคำนวณการจดจำคอมพิวเตอร์ต้องชนะมนุษย์แน่ๆ
รวมถึงการเล่นโกะด้วย คำถามถือ “เมื่อไร” ….. วันนี้บริษัท Deepmindผู้พัฒนาAlphaGoก็เป็นผู้ให้คำตอบแล้ว

สำหรับนักธุรกิจชื่อดัง Jack Ma ก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน เขาไม่เห็นด้วยเท่าไร ในการสร้างAlphaGoขึ้นมาเพื่อเล่นโกะให้ชนะมนุษย์
แต่ควรจะเน้นไปในสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้จริงๆ เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่จะชนะ
เปรียบเปรยเหมือนเอาคนดำน้ำแข่งกับปลา เขาใช้คำว่า “Meaningless”
ในฐานะที่ผมเคยคลุกคลีกับวงการคอมพิวเตอร์ ผมคิดว่า Meaningless ดูจะเป็นคำพูดที่แรงเกินไปหน่อย
เพราะทุกวันนี้ การพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ก็มีการต่อยอดมาจากพื้นฐาน Source Code เดิมๆแทบทั้งนั้น
หรือถึงแม้จะเริ่มเขียนโปรแกรมใหม่จากศูนย์ แต่โปรแกรมนั้นก็จะถูกนำไปพัฒนาต่อยอดอยู่ดี

ฟังๆดูแล้วคำพูดของJack Maก็เหมือนจะมีเหตุผล เพราะในฐานะนักธุรกิจเขาคงอยากได้อะไรที่เป็นรูปธรรมมากกว่ามานั่งเล่นโกะเป็นแน่
แต่ผมอยากจะบอก Jack Ma เหลือเกินว่าไม่ต้องเป็นห่วง AlphaGoมันมีความหมายแน่ๆ เพราะว่าวันหนึ่งข้างหน้า
จะต้องมี AI ที่เก่งกว่านี้(ที่เป็นผลจากการพัฒนาAlphaGo) เผลอๆอาจจะยิ่งใหญ่จนพาเราเข้าสู่สงครามเลยก็ว่าได้
สิ่งดีๆที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อ AI ถูกพัฒนาจนอยู่ในระดับคิดเองได้แทบเท่ามนุษย์มันจะทรงคุณค่าต่อวิชา Marketing Research ขึ้นมาทันที
เพราะผมแค่ input ค่า Demographic ว่าเป็นเพศอะไร อายุเท่าไร อาชีพอะไร รายได้เท่าไร จากนั้น โปรแกรมนั้นก็จะกลายเป็น RD (Respondent)
ให้ผมเอามาใช้งานทำ Focus Group Discussion ได้สบาย จากนั้นผมจะตีซี้กับมันแล้วบอกพวกมันว่า
“อย่าโจมตีโลกมนุษย์เลยนะ”

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้