จริงๆแล้วมนุษย์เราชอบการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงกันแน่

จริงๆแล้วมนุษย์เราชอบการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงกันแน่

จริงๆแล้วมนุษย์เราชอบการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงกันแน่

ผมว่ามีทั้งสองแบบ
ที่พอจะแยกแยะง่ายๆเลยก็คือ
ถ้าแบบเดิมที่เป็นอยู่มันเกินจะรับไหว
ก็ขอยอมเสี่ยงเปลี่ยนแปลงดีกว่า
(ถึงแม้อาจจะเปลี่ยนแล้วแย่กว่าเดิม)
แต่หากแบบเดิมไม่ได้แย่
ก็ขอยอมเสี่ยงไม่เปลี่ยนแปลงดีกว่า

ชาวอเมริกันก็เคยยอมที่จะเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 
หลังจากนายบารัค โอบาม่า
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ใช้สโลแกนว่า “CHANGE”
หรือสโลกแนเต็มๆว่า “Change We Can Believe In.”
แล้วเขาก็ชนะการเลือกตั้งครั้งนั้นในปี 2008
เป็นประธานาธิบดี คนที่44 ของสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ

ในสมัยถัดมา ด้วยสโลแกน “Forward”
เขาก็ยังคว้าชัยมาได้อีก ใน4ปีถัดมา
ดูแล้วก็สมควรชนะ เพราะหลังจากการเปลี่ยนแปลง
ก็ขอร้องประชาชนว่า “ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอีก”
ดูแล้วมีสตอรี่มากกว่าคู่แข่งอย่าง รอมนีย์
ที่สโลแกนว่า “Believe in America”
ซึ่งตีความจากประชาชนทั่วไปได้ยากกว่า
Believe ในอะไร

—> จะเห็นว่าการสร้างความแตกต่าง
หรือในทางการตลาดคือการสร้างDifferentiation
เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ

หลังจากดำรงตำแหน่งมา 8 ปี
คนอเมริกันเริ่มคุ้นชิน
และต้องการให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ดีกว่าที่เป็น
เป็นหน้าที่ของ “ฮิลลารี” ที่มารับช่วงต่อจากโอบาม่า
โดยใช้สโลแกนว่า “Stronger Together”
แต่ก็ต้องมีเจอกับกระดูกชิ้นใหญ่คือ “ทรัมป์”
มาด้วยสโลกแกน “Make America Great Again”

เมื่อชาวอเมริกันรู้สึกเฉยๆกับการบริหารงานของโอบาม่า
และถึงแม้ว่าสมัยต่อไปจะเป็นโอกาสของฮิลลารี
ที่จะมารับช่วงการบริหารงานต่อจากโอบาม่า
ก็มี ทรัมป์ ที่สร้างความแตกต่างด้วยบุคคลิกที่ดุดัน
และสรรหาความแตกต่างใหม่ๆมาประเคนให้กับชาวอเมริกันมากมาย
ด้วยนโยบายที่ พอได้ฟังแล้ว รู้สึกแตกต่างจริงๆ
ถึงจะไม่ต้องใช้คำว่า CHANGE เหมือนสมัยที่โอบาม่าชนะครั้งแรก
แต่ชาวอเมริกันก็รู้แล้วว่าต่างแน่
นอกจากนั้นยังเป็นการตอกย้ำและใช้พื้นฐานเดิมของโอบาม่า
มาเป็นแรงในการเรียกคะแนนเสียงเข้าไปอีก
จากที่อเมริกาเคย CHANGE มาแล้วในปี 2008
และถ้าทุกคนคิดว่ามันสำเร็จ
ทรัมป์จะทำให้มันสำเร็จอีกครั้ง และแน่นอนว่าต้องดีกว่า
(ก็ด้วยนโยบายใหม่ๆของทรัมป์ ที่ต้อง America First)
จึงมาเข้ากันได้กับสโลแกน “Make America Great Again”
ผมขอเรียกชื่อกลยุทธ์นี้ เป็นชื่อเล่นก็แล้วกันว่า
กลยุทธ์ “ตอกย้ำและก้าวผ่าน”
(คือตอกย้ำความสำเร็จเดิมแล้วเอามาทำให้ดีขึ้นไปอีก)

—> ผมว่ามันเป็นกลยุทธที่แยบยล
จนรู้สึกว่าต้องเอาไปใช้บ้างในชีวิตประจำวัน
อะไรที่คู่แข่งเคยทำได้ดี
แล้วเมื่อเวลาผ่านไปยังไม่มีการพัฒนา
(หรือหยุดพัฒนาแล้ว)
เราก็จัดเต็มด้วยการดึง Perception เก่าๆมา
แล้วเสริมด้วยนโยบายของตัวเองลงไป
หลักฐานก็เห็นได้จากการชนะการเลือกตั้งของ ทรัมป์
(ในความจริงก็คงไม่ใช่แค่เรื่องสโลแกนยังมีกลยุทธ์อีกมากมาย
ที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อให้ได้คะแนนเสียงมากที่สุด
และเหมาะที่สุดกับวิธีการเลือกตั้งในปัจจุบัน)

เมื่อไม่นานนี้หลังจากที่ทรัมป์
ถอนตัวออกจาก ความตกลงปารีส
ข้อตกลงที่ว่าด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการ
ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่ออนุรักษ์โลกในด้านอุณหภูมิของโลก
แต่ทรัมป์คิดว่า เรื่องภาวะโลกร้อน ไม่มีอยู่จริงจึงถอนตัว
(ก็คงใช่กระมังครับ เขาบอกว่าบ้านเขาหนาวจะตายอยู่แล้ว
แล้วดูบ้านเราสิ ร้อนตับแล็บ)
ก็เป็นที่โจษขานจากทั่วโลก
ไม่ว่าจะ CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Apple หรือ
แม้แต่มาร์คแห่ง Facebook ที่เพิ่งจะกล่าวสุนทรพจน์ไปหยกๆ
ว่าเรามาร่วมกันสร้างโลกที่ดีขึ้น
แต่ทรัมป์กำลังทำในสิ่งที่ ตรงกันข้าม!!!

เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
ก็มีคนงัดกลยุทธ์ “ตอกย้ำและก้าวผ่าน”
มาใช้กับ ทรัมป์ เช่นกัน
เขาคือ มาครง (Emmanuel Macron)
ประธานาธิบดีป้ายแดงแห่งฝรั่งเศส
โดยการเล่นคำจากสโลแกนของทรัมป์ว่า
“Make Our Planet Great Again”
เพื่อเชิญชวนให้ประชาคมโลกที่ยังต้องการรักษ์โลก
มาร่วมกันทำให้โลกนี้ดีขึ้นอีกครั้ง
(หลังจากที่อเมริกาขอถอนตัวจากความตกลงปารีส)
หลังจากนั้น ก็มีคนรู้จัก ประธานาธิบดีฝรั่งเศสขึ้นอีกมาก
อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะ

นี่ถ้าผมไม่รู้ว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เป็นเจ้าของFacebook
แล้วได้ฟังทุกถ้อยสุนทรพจน์ในงานรับปริญญาที่ฮาร์วาร์ด
ผมก็คงสับสนเหมือนกันว่าใครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากันแน่!!!

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้