Hamburger Crisis (ซับไพรม์) กระทบบริษัทรถยนต์แค่ไหน

“อาชาไนย” อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับมนุษย์โลกที่สุดในการเคลื่อนย้ายคนจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งหากไม่นับรวมนวัตกรรมที่เป็นเครื่องยนต์ เพราะ…
ทั้งสรีระและความเร็วที่มันทำได้รวมถึงการบริโภคของมันที่น่าจะประหยัดกว่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษารถยนต์เป็นแน่ นั่นเองอาจจะเป็นที่มาที่ทำให้คำว่า “แรงม้า” กลายเป็นหน่วยบอกกำลังของรถยนต์ตั้งแต่นั้นมา

ม้า สัตว์ที่ใช้ขี่มาช้านานของมนุษย์โลก
.
เกือบ 150 ปีก่อน ที่คาร์ล ฟรีดริช เบนซ์ ประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาบภายในได้เมื่อปี ค.ศ.1873 มันยังไม่ถือว่าเป็นรถยนต์ เพราะไม่สามารถโดยสารได้ แต่แล้วเมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1885-1886 ความอุตสาหะของเขาก็สำเร็จผล ให้กำเนิดรถยนต์ที่สันดาบภายในได้เป็นคันแรกของโลกพร้อมจดสิทธิเป็นนวัตกรรมใหม่ในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ.1886 โดยมีล้อ3ล้อ และขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1สูบ สร้างกำลัง 0.6 แรงม้า มีมูลค่าในตอนนั้นเท่ากับ 1,000 ดอลล่าสหรัฐ ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากแนวคิดเล็กๆที่ว่าอยากมีเกวียนที่ไม่ต้องมีม้าเป็นขุมกำลัง และก็ถือเป็นบรรพบุรุษของแบรนด์ที่รู้จักกันดีที่มีคำว่า “Benz” นั่นเอง

Benz คำนี้เองมีที่มา
.
จากรถคันเดียวราคา 1,000 ดอลล่าร์สหรัฐในวันนั้น และแพร่หลายไปทั่วโลกราวกับสิ่งมีชีวิตที่แพร่พันธุ์ได้เป็นรถยนต์หลายล้านคันทั่วโลกในวันนี้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศต่างๆมากมาย นอกจากยุโรป ก็มีพระเอกอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
เมื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ พอมีเหตุการณ์วิกฤตใดๆมากระทบก็ทำเอาเป็นปัญหาให้กับพนักงานหลักแสนคนของบริษัทนั้นๆได้เช่นกัน วิกฤตหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติในช่วงปี 2008-2009 ก็คือ วิกฤตซับไพรม์ หรือรู้จักในนาม Hamburger crisis
.
วิกฤตซับไพรม์ หรือ Hamburger Crisis มันคืออะไร
ถ้าเป็นสถานการณ์ Covid-19 ที่ทำเอาคนไทยเจอวิกฤตกันไปเต็มๆคงพอเข้าใจดี แล้วเมื่อราว10ปีก่อน วิกฤตซับไพรม์นี้มันไปยังไงมายังไง ถ้าจะให้เล่าง่ายๆก็คือ ช่วงก่อนจะเกิดวิกฤตนั้นในสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจกำลังเติบโตดีมาก สภาพคล่องก็มีสูง ทุกอย่างดูดี อยากจะซื้อบ้านก็ปล่อยกู้ง่าย และส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านหลังที่2 เพราะว่าราคากำลังไปได้สวย คนจึงอยากลงทุนเพราะคิดเสียว่ายังไงอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ราคามีแต่ขึ้นอยู่แล้ว ธนาคารเห็นดังนั้น สินทรัพย์ที่ความน่าเชื่อถือน้อยจะทำให้เป็นสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้นก็เอาสินทรัพย์เกรดล่างๆหลายๆตัวมามัดรวมกันกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือขึ้นมาได้ ปล่อยง่ายขึ้น แต่แล้วเมื่อวันที่ลูกค้าไม่มีเงินผ่อนจริงๆ ก็ปล่อยให้เป็นหนี้เสีย (เพราะอย่างไรก็มีบ้านหลังแรกอยู่แล้ว) พอมีหนี้เสียมากเข้า ทุกอย่างก็พังครืนลงมา ทริกเกอร์ที่สำคัญในตอนนั้นก็คือ LEHMAN BROTHERS ที่ล้มละลายในช่วงเดือนกันยายน ปี 2008

ปิดกันไปเยอะเลยในช่วงวิกฤตซับไพรม์
.
Toyota กับวิกฤตซับไพรม์
หลายต่อหลายคนยกให้ Toyota เป็นระดับท็อปของบริษัทยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก อ้างอิงจาก Official Financial Summaryในวันที่ 8 พฤษภาคม 2009 บริษัท Toyota มีผลการดำเนินงานขาดทุนราวๆ 62,000ล้านบาท ทั้งๆที่ปีก่อนหน้ากำไรไปถึง 370,000ล้านบาท ช่างต่างกันยิ่งนัก และนั่นเป็นครั้งของของประวัติศาสตร์การดำเนินงานของบริษัทที่ทำผลการดำเนินงานเป็นขาดทุนตั้งแต่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะชนมาตั้งแต่ปี 1941 เรียกได้ว่าเป็นผลจากวิกฤตโดยแท้
เมื่อนำมาเทียบกับช่วงเวลาปกติใน Financial Summary วันที่ 9 พ.ค. 2018 บริษัท Toyota ทำกำไรไปถึง 9.7 ล้านล้านบาท !!! ลองมาลุ้นดูว่าในสถานการณ์ Covid-19 ผลการดำเนินงานทั้งปีจะเป็นอย่างไร

ความสมบุกสมบันของ Toyota เป็นเหตุผลหนึ่งที่ยังคงรอดจากวันนั้นมาถึงวันนี้
.
ค่ายรถยนต์ฝั่งสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างไรบ้างตอนนั้น
สหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้ก่อกำเนิดวิกฤตในครั้งนี้ เป็นไปได้ยากมากที่จะรอดพ้นจากวิกฤตไปได้ง่าย รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเข้าช่วยเหลือบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งสองค่าย General Motors และ Chrysler โดยมีเงินมาช่วยในการกู้ยืมและมีแผนการใช้คืนหนี้ที่ละเอียดเพียงพอที่จะระบุว่าในอนาคตข้างหน้าจะสามารถชำระหนี้คืนได้ทั้งหมด ถ้ามาดูงบการเงินของ General Motor ในปี 2009 พบว่าผลการดำเนินงานขาดทุนเป็นจำนวน 6.5 แสนล้านบาท แน่นอนว่ามากกว่าทางฝั่งญี่ปุ่นอยู่เยอะ เรียกได้ว่า Big Three ของสหรัฐอเมริกา GM, Chrysler และ Ford อยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนกันสุดฤทธิ์เช่นกัน

ตึกไครสเลอร์ Landmark แห่งหนึ่งของเกาะแมนฮัตตัน แห่งมหานครนิวยอร์ก
.
โอกาสของประเทศจีน
ในขณะที่ชาวอเมริกันกำลังง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาทางด้านการเงิน(ที่ตัวเองสร้างขึ้น) เป็นโอกาสของประเทศจีนอย่างชัดเจนในตอนนั้น โดยในช่วงปี 2008 รัฐบาลจีนใช้นโยบากาลดภาษีทางด้านรถยนต์เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศจีน และในปี2009 ท่ามกลางวิกฤตซับไพรม์นี้ประเทศจีนกลับมียอดการผลิตรถยนต์มากถึง 13.79 ล้านคัน (ก้าวกระโดดจากปี2008 ที่ผลิตได้8.9ล้านคันเท่านั้น) แบ่งเป็นรถยนต์โดยสาร 8 ล้านคันและเป็นรถยนต์พาณิชน์ 3.41 ล้านคัน ซึ่งยอดนี้กลายเป็นยอดที่สูงกว่าในสหรฐอเมริกาขึ้นเป็นอันดับ1ในการผลิตรถยน์ของโลก ผ่านมาราว10ปี ทุกวันนี้จีนไปไกลกว่านั้น เพราะล่าสุดปี 2019 ทั้งปี ประเทศจีนมียอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด 25.76 ล้านคัน!!! และเมื่อมองย้อนกลับไปถึงปี 2009 จนถึงปี 2019 จะเห็นความเก่งกาจของประเทศจีนได้อย่างไม่น่าเชื่อดังกราฟด้านล่าง

ยอดผลิตรถยนต์ของประเทศจีน ปี 2009 – 2019
.
คงจะเห็นแล้วว่าในทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่จริงๆ เพราะตัวเลขของยอดผลิตรถยนต์ในจีน วิกฤตการเงินครั้งนั้น Hamburger Crisis ไม่สามารถทำอะไรจีนได้เท่าไรนัก
เป็นที่น่าสงสัยเช่นกันว่า หากบนโลกนี้ไม่มีรถยนต์แม้แต่คันเดียว ช่วงวิกฤตซับไพรม์เช่นนี้จะทำให้ยอดขายม้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญดังเช่นจีนและญี่ปุ่นหรือไม่
