Sell in May มันคืออะไร

แม้ว่ามนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นบนพื้นพิภพนี้มาราว 200,000ปีมาแล้ว แต่ในช่วง 3,000 ปีหลังมานี้เองนะ
ที่เรามี “เงิน” ใช้กันอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนหน้านั้นสมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้ว่าควรจะมี “เงิน” เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน มนุษย์ก็ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันตรงๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นอาหาร เนื้อสัตว์ ธัญพืชต่างๆ แต่ด้วยความที่แต่ละคนก็มีสินค้าแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน เพื่อให้มีมาตรฐานมากขึ้นจึงมีการกำหนดเหรียญ ใช้แทนเงินขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตกาล ในแถบลิเดียที่เป็นที่ตั้งของประเทศตุรกีในปัจจุบัน
.
แรกเริ่มเดิมที ที่เรียกว่าเป็นเงินนั้นก็เป็นรูปร่างของเหรียญเกิดขึ้นมาก่อน และเพื่อให้ง่ายต่อการพกพา กว่าจะปรับเปลี่ยนมาจนกลายเป็นธนบัตรก็ล่วงเลยมาอีกเป็นพันปี คือในปี ค.ศ.1661 หรือราว 360 ปีล่วงมาแล้ว และพัฒนาการยังไปต่ออย่างไม่หยุดยั้งจนกลายเป็นบัตรเครดิต เรียกได้ว่าเป็นเครดิตการ์ดใบแรกก็ในปี 1946 จนวันนี้เรามาถึงยุคสกุลเงินดิจิตอลและ Cashless Society เข้าไปแล้ว และมนุษยชาติก็ยังคงตื่นขึ้นมาในทุกวันเพื่อค้นหามันมาไว้ในครอบครอง

คุณผู้หญิงได้เพลิดเพลินกับการช้อปก่อนนอนได้ก็เพราะเจ้าบัตรเครดิตที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง70ปีหลังมานี้เอง
.
เมื่อเงินมี คนก็อยากใช้ และเพื่อจะทำให้ทุกคนใช้ได้ง่าย การสร้างตลาดก็เลยเกิดขึ้น สถานที่คนอยากซื้อและอยากขายมารวมตัวกัน ในวันนี้ตลาดที่เป็นประโยชน์ก็การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตลาดหนึ่งคงหนีไม่พ้น ตลาดหลักทรัพย์ ที่มีอย่างเป็นทางการในทั่วทุกภูมิภาคของโลก หรือที่เรียกกันว่า “ตลาดหุ้น” นั่นเอง การขึ้นลงของราคาหุ้นนี้นี่เอง ที่ทำให้คนเป็นเศรษฐีกันมาเยอะ ส่วนบางคนก็ล้มไม่เป็นท่าก็มีมาก ถ้าทุกคนรู้ว่าหุ้นมันจะขึ้นกันหมด ก็คงรวยกันทั้งตลาด ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่เห็นกับคนรอบตัวกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ตลาดหุ้น หากลงทุนให้ดีก็อาจรวยเป็นเศรษฐี แต่หากเล่นกันไม่ดีอาจเสียหายได้
.
อย่างไรก็ตาม การที่จะเห็นหุ้นลงพร้อมกันหมด ก็คงจะไม่เหลือคนรวยในตลาดเลยก็คงไม่ใช่อีกเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทั่วทั้งโลกเห็นตรงกันก็คือตลาดหุ้นมักจะย่อตัวลงมาในเดือนพฤษภาคม (Sell in May) หากมันเป็นจริงแสดงว่าส่วนใหญ่ก็หวังจะขายหุ้นกันในช่วงนี้ แล้วทำไมต้องเป็นเดือนพฤษภาคมของทุกปีด้วย
.
Sell in May คืออะไร
จากสถิติที่มีการเก็บมาตลอดช่วงเวลาราวๆ60ปี ตั้งแต่ปีค.ศ.1950 ถึง ปี2013 สถิติบอกกับเราว่าผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ทำผลตอบแทนได้น้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน ในต่างประเทศ ช่วงเวลาของเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้น และยังเป็นจุดเริ่มต้นของวันแรงงานสากลอีกด้วย(1 พฤษภาคมเหมือนในบ้านเรา) ขณะเดียวกันสภาพภูมิอากาศก็กำลังผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งฤดูหนาวไป ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีลดลง บ้างก็ไปพักร้อน เรียกว่าแทนที่จะมานั่งจับจ้องกันที่หน้าจอตลาดหุ้นก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่า (ก็มันไม่หนาวแล้วนี่) เมื่อตลาดมีผู้เล่นลดลงทำให้ความคึกคักของตลาดเงียบเหงาส่งผลต่อราคาหุ้นในตลาดไปด้วย

ช่วงพ.ค.ถึงช่วงต.ค.เป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ใบเริ่มผลิใบ เข้าสู่ฤดูร้อนต่อเนื่องไปยังฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะกลับมาหนาวอีกครั้ง
.
Sell in May and Go Away มาจากไหน
วลีที่ว่า Sell in May and Go Away มีจุดเริ่มต้นมาจากชาวอังกฤษที่กล่าวเป็นวลีไว้ว่า “Sell in May and go away, and come on back on St. Leger’s Day.” เรียกว่าขายของเอาเงินเข้ากระเป๋าแล้วกลับไปพักผ่อนในบ้านเกิด จากนั้นจะกลับมาทำงานกันอีกทีก็คือในวัน St. Leger’s Day วันที่มีการจัดการแข่งขันม้าครั้งสำคัญโดยมีเงินรางวัลที่เรียกว่า St. Leger’s Stakes ของชาวอังกฤษ ที่จัดขึ้นในช่วงกันยายนของทุกปี โดยจัดขึ้นอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1776 ในเมือง Doncaster ของสหราชอาณาจักร หรือราวๆ 240 ปีมาแล้ว วลีนี้ได้ขยายยวงกว้างไปยังฝั่งอเมริกาในเวลาต่อมาด้วย

เมือง Doncaster อยู่ทางตะวันออกของเมืองแมนเชสเตอร์ไปราวๆ70กม.
.
หลังจากปี 2014 เป็นต้นมา ปรากฎการณ์ Sell in May ก็เริ่มจางหายไป อาจจะด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ใช้ชีวิตกันแบบในสมัยก่อน มีเทคโนโลยีที่ทำให้เข้าถึงสื่อต่างๆได้มากยิ่งขึ้น และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ Facebook เองก็มีผู้ใช้แตะ 1 พันล้านคนไปได้ไม่นานนัก ในขณะที่ Gmail ของ Google ก็กำลังจะมีผู้ใช้แตะ1พันล้านคนตามมาติดๆ เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า รูปแบบการค้าแบบในสมัยก่อนระดับ200ปีที่แล้วได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะนวัตกรรมใหม่ๆของมนุษย์นี่เอง

ผลตอบแทนของตลาดหุ้น S&P500 ในสหรัฐอเมริกาย้อนหลัง10ปีตั้งแต่ปี 2010-2019
.
ตลาดปี 2020 พฤษภาคมเป็นอย่างไร
ปี 2020 นับเป็นปีที่ตลาดเกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้งหนึ่งจากสถานการณ์การระบาดของCovid-19 หลังจากที่เจอวิกฤตครั้งใหญ่กันไปเมื่อตอนซับไพรม์ในราวปี2008 บ้างก็ว่ากันว่าครั้งนี้เศรษฐกิจจะพังพินาศยิ่งกว่าช่วงวิกฤตซับไพรม์ลามไปจนถึงระดับสงครามโลกครั้งที่2กันเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร ตลาดหุ้นก็ยังคงดำเนินต่อไป
หากเรามาลองตีเส้นดูเทรนด์กราฟของสหรัฐอเมริกาดูว่า Sell In May จะยังคงแผงฤทธิ์หรือไม่ก็จะได้ดังรูปข้างล่างนี้

เทรนด์ของดัชนีดาวโจนส์หลังเข้าสู่เดือนพฤษภาคม Sell in May
.
1-May-2020 ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ 23,723.69จุด
4-May-2020 ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ 23,749.76จุด
เรียกว่าหลุดกรอบเทรนด์ขาขึ้น ออกไปทาง Side-Way ก็ว่าได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับการทีเส้นเทรนด์ไลน์ของแต่ละคนด้วยหากมองกันอีกสองถึงสามสัปดาห์ทิศทางอาจจะวิ่งเป็นขาขึ้นในอัตราที่ช้าลงก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้ก็คือว่าพอเข้าเดือนพฤษภาคมปุ๊บหุ้นก็ปิดในแดนลบทันที เฉกเช่นเดียวกับตลาดหุ้นในบ้านเราในปี 2020 วันแรกของการเปิดตลาดหุ้นในเดือนพฤษภาคม คือวันที่ 5 พฤษภาคม หลังจากที่ติดวันหยุดยาวมาหลายวัน ตลาดก็เคลื่อนไหวในแดนลบตลอด
.
นี่ก็เป็นเพียงสันนิษฐานที่สืบเนื่องจากปรากฎการณ์และสถิติย้อนหลังที่ปัจจุบันก็ไม่ค่อยเป็นไปตามสถิติเท่าไรแล้วแต่ถึงกระนั้นมันอาจจะเป็นผลทางจิตใจที่ทำให้ทุกคนอยากจะเทขายทำกำไรหลังจากที่ได้ดีดตัวจากจุดต่ำสุดมาได้แล้ว ในขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสCovid-19ยังคงปกคลุมอยู่ทั่วโลก

สถานการณ์ไวรัสCovid-19ส่งผลต่อทั้งตลาดหุ้นและการใช้ชีวิต
.
การไม่ประมาทและวางแผนการใช้เงินอย่างจำเป็นรวมไปถึงการลงทุนที่เหมาะสมการแบกรับความเสี่ยงของตัวเองได้นับเป็นเรื่องที่สำคัญในปัจจุบัน เพราะถ้าเสี่ยงน้อยเกินไปก็จะทำให้เราเสียโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ถ้าเสี่ยงมากเกินไปก็อาจจะทำให้เราไม่เหลือเงินในกระเป๋า สุดท้ายอาจจะต้องเอาสิ่งของที่มีมาแลกเปลี่ยนกันเหมือนอย่างที่เราเคยทำเมื่อสมัย 3,000 ปีก่อนก็เป็นได้
