แนวคิดบ้านๆในการจัดการความเครียด

แนวคิดบ้านๆในการจัดการความเครียด

ความเครียดมีมาตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้น และเพื่อที่จะกำจัดความเครียดของมนุษย์ให้หายไป กลุ่มซูโม่สำอางที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มสถาปัตย์จุฬาฯตั้งแต่

เมื่อราว 30ปีมาแล้ว  จึงก่อเกิดเป็นรายการตลกเพื่อเป็นดั่งเพชฌฆาตคอยจัดการกับความเครียดของเหล่าผู้ชมทุกๆคน

หากคุณเกิดทัน รายการ “เพชฌฆาตความเครียด” เป็นรายการตลกที่ออกฉายตั้งแต่ปี 2527 ก็นานมากขนาดที่ว่าเด็กยุค90 หลายๆคนก็ยังไม่รู้จัก อย่างไรก็ตามนักแสดงแต่ละท่านในวันนั้นตอนนี้ก็เป็นที่รู้จักทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังวงการบันเทิงชนิดที่รังสรรค์ผลงานที่ไม่อาจลืมได้ไว้มากมาย

รายการเพชฌฆาตความเครียดเทปแรกๆที่นักแสดงแต่ละคนยังดูหนุ่มสดใส

นอกจากนั้นยังมีวิวัฒนาการต่างๆของเรื่องราวตลกๆอีกมากมายตั้งแต่รายการทอล์กโชว์ ดาราตลก ซิทคอม ฯลฯ ที่เรียกเสียงฮาออกมาทำลายความเครียดกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

นั่นเป็นหลักฐานได้อย่างดีที่แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนศัตรูในมุมมืดของชีวิตมนุษย์ “ความเครียด” ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้

.

ความเครียดคืออะไรกันแน่

ในทางจิตเวชแล้ว นิยามที่รับรองโดยจิตแพทย์นามว่า Steven Gans ได้ให้นิยามไว้ว่า ความเครียดเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดหนึ่งที่ส่งผลต่อทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งที่เข้ามากระตุ้น ซึ่งระดับความเครียดมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน

เพื่อขจัดความเครียดเราจึงต้องรู้จักความเครียด

เพื่อขจัดความเครียดเราจึงต้องรู้จักความเครียด

.

ชีวิตเรานั้นมิอาจหลีกเลี่ยงกับความเครียดได้ ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียน ก็เครียดกับเรื่องเรียน วัยทำงานก็เครียดกับการทำงาน หรือแม้แต่วัยเกษียณก็มิวายเครียดเรื่องหาอะไรทำ จึงมีการพูดกันว่าผู้ที่เกษียณแล้วมีงานอดิเรกทำก็มักจะทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นด้วย อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆเช่นปลูกต้นไม้ เลี้ยงหลาน เป็นต้น การที่ได้ดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งเติบโตจากการฟูมฟักของเราก็นับเป็นความชุ่มชื่นใจอย่างหนึ่ง

.

มันมาจากไหน

ต้นเหตุของความเครียดมีมากมายหลายรูปแบบ และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล สาเหตุนั้นผันแปรได้จากความรับรู้ตัวกระตุ้นของแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยมากเป็นเพราะแต่ละคนมีพื้นฐานข้อมูลที่ไม่เท่ากัน ทั้งเรื่องบุคคลิกภาพและคุณลักษณะ ต้นทุนชีวิต รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดด้วย ความเครียดจากตัวกระตุ้นเดียวกันของคนหนึ่งอาจจะไม่มีผลอะไรเลยต่ออีกคนหนึ่งก็ได้

.

ส่งผลอะไรต่อพวกเรา

ก็เพราะว่าความเครียดเดียวกันยังสามารถส่งผลที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้นผลที่เกิดของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยสิ่งที่รู้แน่ๆก็คือ ส่งผลกระทบในทางลบแต่ร่างกายหรือจิตใจ คำแนะนำหนึ่งของจิตแพทย์ Steven Gans ก็คือ การสำรวจตัวเองทุกครั้งที่มีตัวกระตุ้นทางความเครียดเข้ามากระทบ ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับร่างกายหรือจิตใจเราหรือไม่ เช่นอาการปวดท้อง ปวดหัว ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรแปลกๆหรือกินอาหารผิดสำแดง หรือไม่กะปรี้กะเปร่าทั้งๆที่น่าจะเป็นวันที่ร่าเริงได้ เป็นต้น การสำรวจตัวเองอยู่เสมอจะทำให้เรารู้ว่าในขณะนั้นความเครียดได้ก่อตัวขึ้นกับตัวเราแล้วหรือไม่มากน้อยเพียงใด

การเซื่องซึมก็เป็นผลหนึ่งจากความเครียด

การเซื่องซึมก็เป็นผลหนึ่งจากความเครียด

.

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการจัดการความเครียดจากมหาวิทยาลัย San Diego State คือ Elizabeth Scott ได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

.

ข้อที่1 เริ่มกันที่เครื่องมือจานด่วน หรือที่เรียกกันว่า “Quick Fix”

เหตุที่ต้องมี Quick Fix เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการกำจัดความเครียดก็เพื่อดูว่า เครื่องมือที่เราใช้เป็น Quick Fix นี้ทำงานต่อความเครียดได้ดีแค่ไหน ถ้าทำได้ดี ความเครียดจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่หากไม่ นั่นคือเราจำเป็นต้องหาทางจัดการกับความเครียดนั้นอย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น

เครื่องที่พอจะเป็น Quick Fix ได้ดีและง่ายก็คือ สิ่งที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง5ของเรา

ทางตา: การมองต้นไม้ ดอกไม้ หรือรูปที่สร้างความทรงจำดีๆ

ทางหู: การฟังเพลงที่ชอบ เสียงธรรมชาติ

ทางจมูก: ดมกลิ่นหอมของดอกไม้ กลิ่นของน้ำหอม

ทางลิ้น: การเคี้ยวหมากฝรั่ง เครื่องดื่มที่ชื่นชอบ

ทางผิวหนัง: การนวด การกอด

การให้ประสาททั้ง5ของเราสัมผัสกับธรรมชาติก็นับเป็นเครื่องมือในการลดความเครียดอย่างหนึ่ง

การให้ประสาททั้ง5ของเราสัมผัสกับธรรมชาติก็นับเป็นเครื่องมือในการลดความเครียดอย่างหนึ่ง

.

ข้อที่2 การสร้างอุปนิสัยแห่งการคลายเครียด

การสร้างอุปนิสัยแห่งการคลายเครียดจะทำให้ตัวเราและจิตใจของเราได้รับการปลดล็อกความเครียดอย่างสม่ำเสมอ เช่นการมีกิจวัตรในการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือ สิ่งใดก็แล้วแต่ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ เพียงแต่ต้องทำให้เป็นนิสัยและสม่ำเสมอ อยู่ที่คุณแล้วว่าจะเลือกกิจกรรมไหนที่ถูกจริตกับตัวเองมากที่สุด เพราะเมื่อสร้างอุปนิสัยเหล่านี้ได้เราจะมีความต้านทานมากขึ้นต่อตัวกระตุ้นรอบข้างและเพราะแบบนี้เองความเครียดก็จะน้อยลง

การนั่งสมาธิเป็นประจำก็นับเป็นการสร้างอุปนิสัยในการจัดการความเครียดได้

การนั่งสมาธิเป็นประจำก็นับเป็นการสร้างอุปนิสัยในการจัดการความเครียดได้

.

ข้อที่3 กำจัดต้นตอแห่งความเครียด

วิธีที่น่าจะเป็นวิธีที่ยั่งยืนก็คือการกำจัดต้นตอของความเครียด จากที่กล่าวมาแล้วเราจำเป็นต้องสำรวจตัวเองว่าความเครียดเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ สามารถรับมือกับมันได้ดีเพียงใด และค้นหาว่าต้นตอของมันมาจากไหน เมื่อรู้แล้วก็กำจัดต้นตอนั้นออกไป ซึ่งบางกรณีก็ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตามแค่ทำให้มันอยู่ในการควบคุมของเราได้ก็สามารถทำให้เราควบคุมความเครียดให้อยู่ในกำมือได้แล้ว

การสำรวจและค้นหาต้นตอความเครียดทำให้ควบคุมความเครียดได้อย่างยั่งยืน

การสำรวจและค้นหาต้นตอความเครียดทำให้ควบคุมความเครียดได้อย่างยั่งยืน

.

ถึงบรรทัดนี้เราคงพอจะเข้าใจกับความเครียดมากขึ้นแล้วนะครับ อย่างน้อยสิ่งที่พอจะบอกได้แน่ๆก็คือ ความเครียดส่งผลต่อร่างกายหรือจิตใจของเราอย่างแน่นอนไม่ว่าจะมากหรือน้อย ถ้าน้อยยังพอไหวแต่ถ้ามากเกินไปคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ การจัดการกับมันให้ได้นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

เพื่อนคุณคงดีใจ ถ้าคุณแชร์เรื่องราวดีๆไปให้