ถ้าถูกถามว่า…โตมาแบบไหน

วันทีน หรือวัยรุ่น หากมองกันที่รากศัพท์ทางภาษาอังกฤษแล้วก็คือวัยที่อายุเกิน12ปี (Twelve year old) หรือตั้งแต่อายุ 13 (Thirteen years old) ขึ้นไป เรียกว่าในทางรากศัพท์ภาษาอังกฤษนั้น
มันคือจุดแบ่งของความเป็นเด็กกับวัยรุ่นเลยก็ว่าได้ นั่นคือตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 12ปี เป็นดั่งที่ผู้ใหญ่หลายๆคนอุปมาเด็กว่าคล้ายกับผ้าขาวที่รอการแต่งแต้มสีสันตลอดเวลา12ปีเต็มของชีวิตวัยเด็ก แม้ผ้าจะสีขาวเหมือนกันแต่เนื้อผ้าก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน ผ้าเนื้อดีซับน้ำ รองรับสีชนิดต่างๆได้ หรือผ้าที่สีบางสีก็แต่งแต้มลงไปไม่ติด ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แตกต่างกัน

“เด็ก” ผืนผ้าใบสีขาวที่นานไปก็จะกลายเป็สีสัน
.
สามแม่สีที่ทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน
จากบทความที่ได้รับการรับรองจาก Aron Janssen จิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการของเด็ก ได้ให้บริบทสำคัญของพัฒนาการเด็กไว้ดังนี้
1.บริบททางวัฒนธรรม วัฒนธรรมที่ผู้ใหญ่เป็นผู้กำหนดขึ้น รวมถึงตัวพ่อแม่เองที่หล่อหลอมให้เด็กแต่ละคนเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดความอ่านที่แตกต่างกัน
.
2.บริบททางสังคม ความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมนั้นส่งผลต่อความคิดและการเรียนรู้ของเด็ก เช่นเด็กที่พ่อแม่เปิดร้านค้าขาย ก็มีแนวโน้มที่จะมีบุคคลิกแตกต่างจากเด็กที่พ่อแม่เป็นพนักงานเงินเดือน จากการปฏิสัมพันธ์ของคนรอบข้างที่แตกต่างกัน
.
3.บริบททางเศรษฐกิจสังคม หรือเรียกกันง่ายว่า Social Class พื้นฐานทางเศรษฐกิจของครอบครัว ส่งผลต่อปัจจัยอื่นๆที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้ต่อปีมากกว่าก็มีแนวโน้มที่จะได้เรียนโรงเรียนที่ทันสมัยกว่า เครื่องไม้เครื่องมือครบครันกว่า
.
ทั้งสามบริบทนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตมาไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เราสามารถ Balance มันได้หากมีบริบทใดบริบทหนึ่งแย่กว่าก็อาจจะไปเพิ่มอีกบริบทให้ดีกว่าเพื่อพัฒนาการโดยรวมของเด็กๆ

สามบริบทที่เป็นราวกับแม่สีที่แต่งแต้มเด็กๆทุกคนบนโลก
.
ตัวเร่งปฎิกิริยาที่ดีของเด็กๆ
ตัวแปรหนึ่งที่สามารถผูกรวมอยู่ในบริบทใดๆก็ได้ข้างต้น และทำให้เด็กมีพัฒนาการเติบโตขึ้นมาที่ใช้ต้นทุนไม่มากก็คือ “นิทาน” ก็เหมือนกับที่ผู้ใหญ่หลายๆคนติดละครติดซีรีย์ เสพข่าวในสังคมออนไลน์หรือทีวีแล้วก็ต่อด้วยละครหลังข่าว เป็นแบบนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยที่เรายังเด็ก ตอนนั้นเราอาจจะจ้องแต่จะดูการ์ตูนหลังข่าวชนิดที่ว่า ถ้ามีประโยค “คืนนี้งดการ์ตูนหลังข่าว” ขึ้นมาเมื่อไรก็แทบทำเอาเราใจสลายกันไปได้เลยในคืนนั้น แต่ทุกวันนี้ผู้ใหญ่อย่างเราหลายๆคนก็ลืมการ์ตูนเหล่านั้นเสียสิ้น

เมื่อเด็กยุค 90 รู้ว่าคืนนี้งดการ์ตูนหลังข่าว
.
มีประโยคเด็ดประโยคหนึ่งของอัจฉริยะระดับโลกอย่างไอสไตน์กล่าวไว้ว่า
“ถ้าคุณอยากให้เด็กฉลาด อ่านนิทานให้เขาฟัง
ถ้าอยากให้เด็กฉลาดมากกว่านั้น ก็อ่านนิทานให้เขาฟังมากกว่านี้”
.
นิทานหรือการ์ตูน สอนอะไรเด็กๆ

การอ่านสำคัญมาตั้งแต่วัยเด็ก
#1.ทำให้เด็กรู้จักแก้ปัญหา
ตั้งแต่วัยเด็กที่ยังไม่รู้ว่าบัตรประชาชนคืออะไร วันนี้เด็กคนนั้นกำลังจะมีเด็กเป็นลูกไว้เลี้ยงเอง ยังคงติดตามเรื่องราวของยอดนักสืบจิ๋วโคนันอย่างชนิดที่ไม่รู้ว่ามันจะจบอย่างไร เด็กน้อยนักสืบที่ใช้สมองในการแก้ปัญหาต่างกับองค์กรชุดดำยังคงสอนให้เด็กๆและผู้ใหญ่ที่เติบโตมาแก้ปัญหาต่างๆต่อไป (เมื่อไรจะจบ)
#2.สร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์
นิทานหรือการ์ตูนหลายๆเรื่องมักจะประกอบเรื่องราวกระชากอารมณ์หลายๆแบบ ไม่ว่าจะตลกเหมือนโกคูกับผู้เฒ่าเต่าลามกสมัยเด็ก หรือสนุกสุดมันกับฉากการต่อสู้เหนือจินตนาการของชาวไซย่ากับฟรีเซอร์ และการจากไปของพระเอกอย่างโกคู เด็กๆก็ได้เรียนรู้อารมณ์ต่างๆจากเรื่องราวเหล่านั้น

วัยที่ไร้ขีดจำกัดทางความคิด
#3.เรียนรู้การส่งผ่านวัฒนธรรม
เพราะเหรียญไม่ได้มีด้านเดียว การได้มองหลายๆมุมก็เป็นการพัฒนาความคิดความอ่านอีกทางหนึ่ง วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นถูกบรรจุลงในการ์ตูนและส่งผ่านมาถึงเด็กๆชาวไทยโดยที่บางคนไม่เคยไปญี่ปุ่นก็ยังพอรู้ได้ การทำงานของผู้เป็นพ่อในทุกๆวันและอยู่กับลูกเมียในวันหยุดของฮิโรชิพ่อของชินจังเรียกได้ว่าถอดแบบชีวิตชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มาเลยก็ว่าได้
#4.สร้างสรรค์จินตนาการ
หากไม่ใช่โลกนิทานหรือการ์ตูนแล้ว ก็มีเพียงโลกความจริงเท่านั้นที่เด็กจะรู้จัก การก้าวข้ามเส้นแบ่งจากโลกความเป็นจริงไปสู่ดินแดนแห่งจินตนการ ก็ได้นิทานหรือการ์ตูนนี่เองเป็นดั่งยานพาหนะที่พาเด็กทุกคนไปสู่พิภพแห่งจินตนการที่ไม่รู้จบ นั่นคงตื่นเต้นพอๆกับตอนที่รู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “ไทม์แมชชีน” และนั่นก็คือจุดกำเนิดของตำนาน โดราเอมอนและโนบิตะที่ครองใจเด็กๆมาถึงทุกวันนี้

จินตนการนี่เองที่คอยเติมเต็มความรู้สึกนึกคิดของเด็กๆ
.
นี่เองคือคำตอบของคำถามที่ว่า เราโตมาแบบไหน ไม่ว่าจะมากหรือจะน้อยเด็กส่วนใหญ่ก็โตมาในบริบทเหล่านี้ วันนี้ วันที่เรารู้แล้วว่าโลกแห่งความจริงเป็นอย่างไร เราก็คงพร้อมแล้วที่จะสร้างโลกแห่งจินตนาการให้เด็กๆเพื่อวันหนึ่งเมื่อเขาโตขึ้นจะได้ใช้ความคิดความอ่าน ประสบการณ์จากโลกแห่งจินตนาการมาฟันฝ่าอุปสรรคในโลกแห่งความเป็นจริง
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
