3ข้อคิด วิธีพูดกับทุกคนในทุกวัน จาก How to Talk to Anyone

ความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์คือ การมีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง หรืออาจจะเป็นความสุขระดับต้นเลยก็ว่าได้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ก็มิอาจอยู่คนเดียวได้ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายๆคนอยากมีใครสักคนข้างกายเพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นความสุขทางใจก็ตามมาด้วยเช่นกัน มีทริกดีๆจากหนังสือ How to talk to anyone มาให้ทุกท่านได้ลองนำไปใช้ด้วยการสรุปออกมาง่ายๆใน 3 ข้อ ชนิดที่ใครก็เอาไปใช้ได้ทันที
ข้อที่1 ประทับใจแรกเพื่อสร้างรอยประทับดีๆให้ได้ (Making a Great First Impression)
การสร้างความประทับใจแรกคือกุญแจสำคัญในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มีผลยาวนาน คนเรามักตัดสินผู้อื่นจากการพบครั้งแรก ดังนั้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีจึงสำคัญมาก ซึ่งสามารถทำได้โดยวิธีต่าง ๆ เช่น ท่าทางที่แสดงถึงความมั่นใจ การยิ้มอย่างจริงใจ และการสบตาอย่างเหมาะสม
- ภาษากาย (Body Language): ภาษากายมีความสำคัญมากต่อการสร้างความประทับใจ การยืนตัวตรง การยิ้ม และการสบตาจะทำให้เราดูมั่นใจและเปิดกว้าง นอกจากนี้การไม่ยืนกอดอกหรือแสดงท่าทางปิดกั้นจะช่วยสร้างความไว้วางใจได้มากขึ้น
- การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening): การฟังมากกว่าพูดเป็นสิ่งที่ช่วยให้คู่สนทนารู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับพวกเขา การพยักหน้าและการตอบสนองที่เหมาะสมเช่น “เข้าใจครับ/ค่ะ” หรือ “น่าสนใจมากครับ/ค่ะ” จะช่วยแสดงถึงความสนใจอย่างจริงใจ
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 1: การสัมภาษณ์งาน
สมมติคุณไปสัมภาษณ์งานในบริษัทที่คุณอยากทำงานด้วย คุณทำตามด้านล่างนี้บ้างรึเปล่า
- ภาษากาย: เมื่อคุณเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ คุณยืนตัวตรง ยิ้มและสบตากับผู้สัมภาษณ์ จากนั้นทักทายด้วยเสียงที่มั่นใจ เช่น “สวัสดีครับ/ค่ะ ยินดีที่ได้เจอครับ/ค่ะ” หลังจากนั้นนั่งลงด้วยท่าทางที่สงบ ผ่อนคลาย ไม่กอดอกหรือเอนหลังมากเกินไป
- การฟังอย่างตั้งใจ: ขณะผู้สัมภาษณ์พูด คุณแสดงท่าทางสนใจ พยักหน้าเล็กน้อยเป็นระยะ หากผู้สัมภาษณ์ถามอะไร คุณตอบอย่างกระชับและรอฟังคำถามถัดไป ไม่ขัดจังหวะหรือแสดงท่าทีรีบร้อน

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 2: การพบปะลูกค้าครั้งแรก
ในกรณีที่คุณต้องพบลูกค้ารายใหญ่ครั้งแรกเพื่อเจรจาธุรกิจ คุณทำแบบนี้บ้างไหม
- ภาษากาย: เมื่อพบกัน คุณควรยืนตรง ยิ้มและจับมือกับลูกค้าอย่างแน่นหนาแต่ไม่รุนแรงเกินไป สบตาอย่างสุภาพเพื่อแสดงความเคารพ และทักทายด้วยความจริงใจ เช่น “สวัสดีครับ/ค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาสมาพบกันครับ/ค่ะ”
- การฟังอย่างตั้งใจ: ระหว่างการพูดคุย หากลูกค้าพูดถึงความต้องการหรือข้อสงสัย คุณควรฟังอย่างตั้งใจ และเมื่อลูกค้าพูดจบ ให้สรุปสิ่งที่เขาพูดกลับไปเพื่อแสดงว่าคุณเข้าใจ เช่น “ที่คุณบอกว่าต้องการให้เราปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าใหม่ ฟังดูน่าสนใจมากครับ/ค่ะ”
ข้อที่2 การสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมั่น (Building Rapport and Trust)
การสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญในการสนทนา เพราะจะทำให้คู่สนทนารู้สึกสบายใจและเปิดใจมากขึ้น มีเทคนิคหลายอย่างที่สามารถนำไปใช้เพื่อให้การสนทนาราบรื่นและเพิ่มความรู้สึกเชื่อใจ เช่น การสะท้อนภาษากาย (Mirroring), การใช้ชื่อของคู่สนทนา และการตั้งคำถามเชิงบวกที่ช่วยให้คู่สนทนาพูดถึงสิ่งที่เขาสนใจ
- การสะท้อนภาษากาย (Mirroring Body Language): การสะท้อนท่าทางหรือภาษากายของคู่สนทนาเป็นเทคนิคที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เนื่องจากจะทำให้คู่สนทนารู้สึกว่าคุณ “คล้าย” และเข้าใจเขา ซึ่งสร้างความสบายใจ
- การตั้งคำถามที่แสดงความสนใจ (Asking Open-Ended Questions): การตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้แสดงความคิดเห็นเป็นวิธีที่ดีในการเชื่อมต่อ โดยเน้นคำถามที่เกี่ยวกับความสนใจหรือประสบการณ์ของพวกเขา จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าคุณให้ความสำคัญ และอยากพูดคุยกับคุณต่อไป
- การใช้ชื่อของคู่สนทนา (Using the Person’s Name): การใช้ชื่อของคู่สนทนาอย่างเหมาะสมในระหว่างการพูดคุย เช่น เมื่อเริ่มต้นและในระหว่างการสนทนา จะช่วยให้เกิดความรู้สึกเป็นกันเองและความเชื่อมั่น ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมากๆเรียกว่าการใช้ชื่อของคู่สนทนาเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขสู่ใจของผู้สนทนาด้วยได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 1: การเจรจาธุรกิจ
สมมติคุณไปเจรจาธุรกิจกับลูกค้าคนใหม่
- การสะท้อนภาษากาย (Mirroring): เมื่อเริ่มสนทนา ลูกค้านั่งท่าผ่อนคลาย คุณสามารถสะท้อนท่าทางด้วยการนั่งลักษณะเดียวกัน เช่น นั่งหลังตรงแบบสบาย ๆ พร้อมยิ้มเบา ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศเป็นมิตร แต่ไม่ควรเลียนแบบทุกอย่าง ต้องทำให้เป็นธรรมชาติ เช่น หากลูกค้าเอนตัวไปด้านหลัง คุณก็อาจเอนตามเล็กน้อย
- ทริกเพิ่มเติม: หากลูกค้าพูดด้วยโทนเสียงช้าและสงบ คุณสามารถปรับโทนเสียงของคุณให้ใกล้เคียงกันเพื่อให้การสนทนากลมกลืน เช่น “เข้าใจครับ/ค่ะ แบบนี้เราสามารถเสนอทางเลือกที่คุณต้องการได้แน่นอนครับ/ค่ะ”

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 2: การพบปะพูดคุยในงานสังคม
สมมติคุณเข้าร่วมงานสังคมและต้องการสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก
- การตั้งคำถามที่แสดงความสนใจ (Asking Open-Ended Questions): เมื่อคุณเริ่มพูดคุยกับบุคคลใหม่ คุณสามารถถามคำถามที่ช่วยให้พวกเขาเล่าเรื่องราว เช่น “ช่วงนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่บ้างครับ/ค่ะ?” หรือ “มีอะไรที่คุณสนใจเป็นพิเศษไหมครับ/ค่ะ?” คำถามเชิงเปิดจะช่วยดึงให้พวกเขาพูดมากขึ้นและช่วยให้การสนทนาราบรื่น
- การใช้ชื่อของคู่สนทนา (Using the Person’s Name): เมื่อคุณได้ยินชื่อของเขาครั้งแรก เช่น สมมติชื่อว่า ‘คุณนัท’ คุณสามารถกล่าวว่า “ยินดีที่ได้เจอครับ คุณนัท” และระหว่างการสนทนาคุณอาจใช้ชื่อของเขาเป็นระยะ ๆ เช่น “ผมเห็นด้วยครับ คุณนัท คิดว่ามันเป็นไอเดียที่ดีมาก”
ทริกเพิ่มเติม: หากคุณอยากให้คู่สนทนารู้สึกดีกับคุณมากขึ้น ลองสังเกตสิ่งที่พวกเขาสนใจหรือสิ่งที่พวกเขาภูมิใจ และตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น เช่น หากพวกเขาเล่าถึงความสำเร็จในงาน คุณอาจถามว่า “นั่นฟังดูน่าสนใจมากครับ/ค่ะ คุณคิดว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จแบบนั้นได้ครับ/ค่ะ?” สิ่งนี้เป็นการเข้าสู่การสนทนาแบบลึกหรือที่เรียกกันว่า Deep Talk ที่ทำให้กำแพงแห่งความไม่รู้จัก หรือกำแพงที่กั้นระหว่างคู่สนทนาทลายลงได้
ข้อที่3 การเพิ่มเสน่ห์ในการสื่อสาร (Enhancing Communication Charm)
การเพิ่มเสน่ห์ในการสื่อสารช่วยให้การสนทนาเป็นที่น่าจดจำและสร้างความประทับใจได้ดี เทคนิคในการเพิ่มเสน่ห์ในการสื่อสารประกอบด้วยการใช้คำพูดเชิงบวก, การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ, การเป็นผู้ฟังที่ดี และการใส่ใจในรายละเอียดของคู่สนทนา สิ่งเหล่านี้ช่วยให้คู่สนทนารู้สึกผูกพันและชื่นชอบในการสนทนากับเรา
- การใช้คำพูดเชิงบวก (Using Positive Language): การเลือกใช้คำพูดเชิงบวกทำให้บรรยากาศการสนทนาสดใสและน่ารับฟัง เช่น แทนที่จะพูดว่า “ปัญหานี้ยากมาก” คุณอาจใช้คำว่า “เป็นความท้าทายที่น่าสนใจ” ซึ่งให้ความรู้สึกเชิงบวกและมองโลกในแง่ดีมากขึ้น
- การเล่าเรื่องที่น่าดึงดูด (Telling Engaging Stories): การเล่าเรื่องเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการดึงดูดความสนใจ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นมีเนื้อหาที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของคู่สนทนา การเล่าเรื่องควรสั้น กระชับ และมีประเด็นที่เชื่อมโยงกับหัวข้อสนทนา
- การตั้งใจฟังและใส่ใจรายละเอียด (Active Listening and Attention to Detail): การแสดงออกว่าเราใส่ใจคู่สนทนา เช่น การตั้งใจฟัง, สอบถามเพิ่มเติมในจุดที่พวกเขาพูด และจดจำรายละเอียดเล็ก ๆ จะช่วยให้คู่สนทนารู้สึกได้รับความสนใจและเชื่อมั่นมากขึ้น
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 1: การสนทนาในงานเลี้ยงสังสรรค์
สมมติคุณเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์และพบเจอกับคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน
- การใช้คำพูดเชิงบวก: เมื่อพวกเขาเล่าถึงความท้าทายในงาน คุณอาจตอบด้วยคำพูดเชิงบวก เช่น “ฟังดูเป็นงานที่ท้าทายและน่าสนใจมากเลยนะครับ/ค่ะ แต่จากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดฉันเชื่อว่าคุณทำได้ดีแน่” แทนที่จะตอบเพียงว่า “ดูเป็นงานที่ยากจังเลย”
- การเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้อง: ถ้าเขาพูดถึงการเดินทางครั้งล่าสุด คุณอาจเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางของคุณเองที่สนุกสนานและเกี่ยวข้องกับเรื่องของพวกเขา เช่น “ฉันเคยไปที่นั่นเหมือนกัน ตอนนั้นเจอเรื่องน่าสนใจมาก…” การเล่าเรื่องที่สอดคล้องกับหัวข้อจะช่วยสร้างการเชื่อมโยงที่ดีขึ้น

ทริกเพิ่มเติม: ในการสนทนาแบบนี้ คุณสามารถจดจำสิ่งเล็ก ๆ ที่พวกเขาพูด เช่น ถ้าในการสนทนาหนึ่งๆเขาได้เล่าว่ากำลังวางแผนไปท่องเที่ยวครั้งต่อไป และมีอีกหลายเรื่องที่เขาได้เล่า ตอนท้ายของบทสนทนาคุณอาจกล่าวว่า “ขอให้การเดินทางที่วางแผนไว้สนุกนะครับ/ค่ะ!” แบบนี้แล้วเขาต้องประทับใจคุณที่จำรายละเอียดย่อยๆได้แน่ๆ
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ 2: การประชุมงานกับทีมใหม่
สมมติคุณเข้าร่วมการประชุมกับทีมใหม่เพื่อสร้างความร่วมมือ
- การใช้คำพูดเชิงบวก: ในการตอบความคิดเห็นของทีม คุณอาจใช้คำพูดที่สร้างกำลังใจ เช่น “ไอเดียนี้น่าสนใจมากเลยครับ/ค่ะ ถ้าเราเพิ่ม…เข้าไปด้วยจะยิ่งทำให้สมบูรณ์มากขึ้นนะครับ/ค่ะ” การใช้คำพูดเชิงบวกช่วยให้ทีมรู้สึกว่าไอเดียของพวกเขามีคุณค่าและน่าพัฒนา
- การเล่าเรื่องที่น่าดึงดูด: หากคุณต้องการสนับสนุนข้อเสนอด้วยประสบการณ์ คุณสามารถเล่าเรื่องที่ประสบความสำเร็จในโครงการอื่น เช่น “ในโปรเจคก่อน เราเจอสถานการณ์คล้ายกัน และทีมสามารถแก้ไขได้โดยใช้วิธีนี้ ผลที่ออกมาก็เยี่ยมมากเลย” การโฟกัสที่เหตุการณ์เชิงบวกทำให้ทีมมีกำลังใจ และความหมายก็คือความหมายเดิมไม่ได้เปลี่ยนแนวทางอะไรของทีมแต่ผลกลับดีขึ้นกว่าเก่า
ทริกเพิ่มเติม: ในการประชุม ให้คุณจดจำสิ่งที่คนอื่นเสนอ แล้วเมื่อถึงเวลาคุณสามารถเชื่อมโยงข้อเสนอของพวกเขาเข้ากับไอเดียของคุณเอง เช่น “สิ่งที่คุณเจนแนะนำเมื่อกี้นี้ ผมคิดว่าเราสามารถปรับใช้กับแนวคิดของเรานะครับ” การยกชื่อและเชื่อมโยงไอเดียช่วยให้ทุกคนรู้สึกว่าคุณใส่ใจและพร้อมร่วมมือ
เพิ่มเสน่ห์ในการสนทนาด้วยเทคนิคง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้
การสื่อสารที่มีเสน่ห์ไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณรู้จักใช้เทคนิคเชิงบวก เช่น การเลือกใช้คำพูดที่สร้างความมั่นใจ การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ และการใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ของคู่สนทนา สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวคุณ แต่ยังทำให้คู่สนทนารู้สึกเชื่อมโยงและประทับใจในทุกครั้งที่สนทนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นในงานสังคม การประชุม หรือการเจรจาธุรกิจ เทคนิคเหล่านี้จะทำให้คุณโดดเด่นและน่าจดจำในทุกบทสนทนา ถึงตอนนี้ก็ไม่อยากแล้วหากคุณจะเริ่มต้นมีใครสักคนข้างกายหรือข้างใจ!
