Cognitive Dissonance ไม่ลงรอยทางความคิด และวิธีง่ายๆเพื่อปรับให้ดีขึ้น

Cognitive Dissonance เหตุการณ์ที่หลายๆคนเคยเจอมาแล้ว มันคืออะไรและจัดการกับมันอย่างไรมาดูกัน
ในช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง คงมีเหตุการณ์ที่เกิดความรู้สึกไม่สบายใจกับบางสิ่งที่ขัดแย้งกันแต่จริง ๆ แล้วก็อยากจะได้มาครอบครองทั้งสองอย่าง เข้าทำนองรักพี่เสียดายน้อง เช่นกำลังลดความอ้วนโดยการกินอาหารคลีนมาได้หลายวันแต่อยู่ ๆ เพื่อนซี้ก็อยากจะเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ชาบูขึ้นมา ใจหนึ่งที่ว่าแม้ไม่ได้กินของอร่อยฟรีก็ดีต่อการลดความอ้วน อีกใจหนึ่งก็คิดว่าแม้เพื่อนตัวดีไม่เลี้ยงชาบูมื้อนี้ ก็ต้องออกเงินกินเองอยู่ดี ความรู้สึกขัดแย้งแบบนี้เองที่เรียกว่า “Cognitive Dissonance”
1. Cognitive Dissonance คืออะไร
Cognitive Dissonance คือ การไม่ลงรอยกันทางความคิดของคน ๆ หนึ่ง เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความเชื่อ ทัศนคติ หรือค่านิยมที่ขัดแย้งกันตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นอาจรู้สึกไม่สบายหรือตึงเครียด ซึ่งเรียกว่าความไม่ลงรอยกันทางความคิด
ทฤษฎีความไม่ลงรอยกันทางความคิดได้รับการเสนอครั้งแรกโดยนักจิตวิทยา Leon Festinger ในปี 1950 Festinger สังเกตว่าผู้คนมีแรงผลักดันโดยธรรมชาติไปสู่ความสม่ำเสมอ, ความเสถียรในความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมของพวกเขา และเมื่อความสม่ำเสมอนี้ถูกคุกคาม พวกเขาจะรู้สึกไม่สบายใจ เขาเสนอว่าความรู้สึกไม่สบายหรือความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถกระตุ้นให้บุคคลเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมของตนเพื่อฟื้นฟูความสอดคล้องและลดความอึดอัด ให้กลับมาเป็นความคิดที่เสถียรเช่นเดิม (คล้ายกับปฏิกิริยาเคมีที่วิ่งเข้าสู่ความเสถียรในที่สุด)

ลดหุ่นก็ใช่ ปาร์ตี้ก็อยาก หนึ่งในการไม่ลงรอยทางความคิด
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดอาจเกิดจากสถานการณ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น การมีความเชื่อที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง การมีส่วนร่วมในพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อหรือค่านิยม หรือประสบกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ที่ท้าทายความเชื่อหรือค่านิยมของตนเอง
2. ตัวอย่าง Cognitive Dissonance ระดับสามัญชนในชีวิตประจำวัน
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถเกิดขึ้นได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น
- เริ่มกันที่ตัวอย่างคลาสสิค คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ทั้งที่รู้ว่าการสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ก็ยังอยากสูบ ความขัดแย้งในที่นี้คือระหว่างความเชื่อว่าการสูบบุหรี่เป็นอันตรายกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่(ที่ยังเลิกไม่ได้)
- นักเรียนที่ผัดวันประกันพรุ่งเพื่ออ่านหนังสือสอบ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการผัดวันประกันพรุ่งจะส่งผลเสียต่อผลการเรียน กลายเป็นดินพอกหางหมู และอาจประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิดในท้ายที่สุด ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อที่ว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญกับพฤติกรรมผัดวันประกันพรุ่งนี้เองที่เรียกว่า Cognitive Dissonance
- บุคคลที่ทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมแต่ขับรถ SUV ที่กินน้ำมันอาจประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิด ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อที่ว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญกับพฤติกรรมการขับขี่ยานพาหนะที่ก่อให้เกิดมลพิษ
- คนที่เป็นมังสวิรัติแต่ทำงานในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์อาจประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิด ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อว่าการไม่รับประทานเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรมกับพฤติกรรมการทำงานในสถานที่ที่มีการเชือดสัตว์
- คนที่เชื่อในความสำคัญของความซื่อสัตย์แต่พูดโกหกเพื่อปกป้องเพื่อนอาจประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิด ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อที่ว่าความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญกับพฤติกรรมของการโกหก เราเห็นตัวอย่างนี้บ่อยในซิทคอม “เป็นต่อ” ที่ ทิพย์ ต้องโกหกอยู่บ่อย ๆ และบอกว่าเพื่อสถานการณ์ที่ดีขึ้น
- คนที่เชื่อในประโยชน์ของโยคะแต่หาเวลาฝึกได้ยากอาจประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิด ความขัดแย้งระหว่างความเชื่อที่ว่าโยคะมีประโยชน์กับพฤติกรรมไม่ให้เวลากับโยคะ

โยคะดีและสำคัญแต่หาเวลาไม่ได้
3. Cognitive Dissonance หนึ่งในตัวการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของมนุษย์
ผลกระทบของความไม่ลงรอยกันทางความคิดต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์และบุคคลที่ประสบ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
3.1 การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
เมื่อบุคคลประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิด พวกเขาอาจเปลี่ยนความเชื่อหรือทัศนคติเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากความขัดแย้ง เช่น เมื่อเพื่อน (คนเดิม) มาชวนไปเลี้ยงบุฟเฟ่ต์อีกครั้ง ก็เปลี่ยนทัศนคติว่า การลดความอ้วนไม่จำเป็นต้องทำตอนนี้ก็ได้ แล้วก็ไปกินบุฟเฟ่ต์กับเพื่อ (ได้อย่างสบายใจ เพราะเปลี่ยนทัศนคติแล้ว)
3.2 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
บุคคลที่ประสบปัญหาความไม่ลงรอยกันทางความคิดอาจเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ผู้สูบบุหรี่ที่ประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิดอาจเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อว่าการสูบบุหรี่เป็นอันตรายกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ จึงต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่นหันมาเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อย ๆ แทนการสูบบุหรี่ (แบบนี้คือตั้งใจเลิกบุหรี่จริง ๆ )
3.3 แรงจูงใจที่เพิ่มขึ้น
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดยังสามารถเพิ่มแรงจูงใจของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมในพฤติกรรมเฉพาะหรือเพื่อเปลี่ยนความเชื่อของพวกเขา ตัวอย่างเช่น หากคน ๆ หนึ่งประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิดหลังจากรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ พวกเขาอาจมีแรงจูงใจมากขึ้นในการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพในอนาคต (เพื่อชดเชยสิ่งที่ได้ทำลงไป) กรณีนี้จะดีต่อตัวเรา ถ้าเราเผลอทำสิ่งใดพลาดไป การทำสิ่งดี ๆ มาทดแทนมากขึ้นก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแน่ ๆ
3.4 ความคงอยู่
ในบางกรณี ความไม่ลงรอยกันทางความคิดอาจทำให้บุคคลมีความเชื่อหรือพฤติกรรมที่ยืนกรานมากขึ้น ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิดอันเป็นผลมาจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขาอาจกลายเป็นความยึดมั่นในความเชื่อเหล่านั้นมากขึ้นเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากความขัดแย้ง เข้าทำนองใครว่าอย่างไรก็ช่าง ความคิดของฉันนั้นถูกต้อง
3.5 ความไม่แน่ใจและการตัดสินใจที่ยากขึ้นหรือไม่อาจตัดสินใจได้
ความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถนำไปสู่ความไม่แน่ใจหรือการผัดวันประกันพรุ่ง ตัวอย่างเช่น บุคคลที่พยายามตัดสินใจว่าจะรับข้อเสนองานที่ขัดแย้งกับค่านิยมส่วนบุคคลหรือไม่ อาจประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิด ซึ่งอาจทำให้กระบวนการตัดสินใจยากขึ้น
3.6 การต่อต้านการโน้มน้าวใจ
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถนำไปสู่การต่อต้านการโน้มน้าวใจและอิทธิพล ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิดอันเป็นผลมาจากการได้รับข้อความโน้มน้าวใจที่ขัดแย้งกับความเชื่อของพวกเขาอาจต่อต้านเรื่องนั้นมากขึ้นเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากความขัดแย้ง เข้าทำนองแรงมาเท่าไรฉันแรงกลับเท่านั้น
4. Cognitive Dissonance ยิ่งมีมากขึ้นจะส่งผลต่อสุขภาพจิตหรือไม่
ความสัมพันธ์ระหว่างความไม่ลงรอยกันทางความคิดกับสุขภาพจิตนั้นซับซ้อน ซึ่งก็พอจะตอบได้ว่า “ส่งผลต่อสุขภาพจิต”
4.1 ความเครียด
ความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันทางความคิดอาจนำไปสู่ความเครียด เนื่องจากบุคคลอาจรู้สึกกดดันให้แก้ไขความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมที่ขัดแย้งกัน สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ประสบการณ์ทางอารมณ์เชิงลบ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า และความหงุดหงิด

Cognitive dissonance ทำให้เครียด
4.2 ความวิตกกังวล
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถนำไปสู่ความวิตกกังวลได้เช่นกัน เนื่องจากบุคคลอาจรู้สึกไม่แน่ใจหรือไม่สบายใจเกี่ยวกับความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมของตน สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ประสบการณ์ทางอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกังวล ความกลัว และความกังวลใจ
4.3 อาการซึมเศร้า
ความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้เช่นกัน เนื่องจากบุคคลอาจรู้สึกสิ้นหวังหรือหมดหนทางในการแก้ไขความขัดแย้ง สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ประสบการณ์ทางอารมณ์เชิงลบ เช่น ความโศกเศร้า ความเฉยเมย และการขาดแรงจูงใจ
4.4 ความโกรธ
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถนำไปสู่ความโกรธได้เช่นกัน เนื่องจากบุคคลอาจรู้สึกผิดหวังหรือไม่พอใจเกี่ยวกับความขัดแย้ง สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ประสบการณ์ทางอารมณ์เชิงลบ เช่น การระคายเคือง ความรำคาญ และความไม่เป็นมิตร
4.5 ผลกระทบเชิงบวก
ความไม่ลงรอยกันทางความคิดยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตอีกด้วย เนื่องจากสามารถกระตุ้นให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับค่านิยม ความเชื่อ และทัศนคติ นอกจากนี้ การแก้ไขความไม่ลงรอยกันทางความคิดสามารถนำไปสู่ความรู้สึกพึงพอใจ การตระหนักรู้ในตนเอง และการเติบโตส่วนบุคคล
5. แก้ไขผลกระทบด้านลบของ Cognitive Dissonance ด้วยวิธีเหล่านี้
ในเมื่อ Cognitive Dissonance ส่งผลต่อพฤติกรรม หากเราปรับพฤติกรรมไปในทางทีดีได้ก็จะลงความเครียดจาก Cognitive Dissonance ได้ ด้วยวิธีการหล่านี้
5.1 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือความเชื่อไปในทางที่ดีในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมเพื่อให้สอดคล้องกันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความไม่ลงรอยกันทางความคิดระยะยาว เช่น กรณีผู้ที่สูบบุหรี่ หากมองในระยะยาวพวกเขาอาจเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อว่าการสูบบุหรี่มีโทษกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่มากกว่าผลดีในระยะยาว ทั้งสุขภาพ เงิน และคนรอบข้าง

มองเห็นภาพระยะยาวถึงหุ่นสลิมก็ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปในทางที่ดีได้
5.2 การให้เหตุผลหรือการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
การให้เหตุผลหรือการหาเหตุผลเข้าข้างตนเองในความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันอาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความไม่ลงรอยกันทางความคิด ตัวอย่างเช่น คนที่ผัดวันประกันพรุ่งอาจปรับพฤติกรรมของตนด้วยการบอกตัวเองว่าทำงานได้ดีขึ้นภายใต้ความกดดัน และผลลัพธ์ก็ดันดีกว่าตอนที่มีเวลาเหลือมาก ๆ เสียอีก
5.3 การแสวงหาข้อมูลหรือมุมมองใหม่ ๆ เพิ่มเติมให้เห็นข้อเท็จจริง
การแสวงหาข้อมูลหรือมุมมองใหม่ ๆ ยังสามารถช่วยในการประนีประนอมความขัดแย้งและลดความไม่ลงรอยกันทางความคิด ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ประสบกับความไม่ลงรอยกันทางความคิดอันเป็นผลมาจากการได้รับข้อความโน้มน้าวใจที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนอาจค้นหาข้อมูลหรือมุมมองเพิ่มเติมเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง
5.4 การใคร่ครวญตนเอง
การไตร่ตรองถึงความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมของตนเองอาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขความไม่ลงรอยกันทางความคิด ช่วยให้บุคคลสามารถระบุและเข้าใจองค์ประกอบที่ขัดแย้งกัน และตัดสินใจเลือกโดยเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยึดติดกับความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมของตน เช่น การใช้กระดาษ เขียนเป็นภาพ หรือ สร้างตารางข้อดีข้อเสียแล้วนั่งคิดตรึกตรองให้เห็นภาพทั้งหมดก่อนตัดสินใจอีกครั้ง เพราะเมื่อทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรก็นับได้ว่าเราทำดีที่สุดพร้อมหลักฐานแล้ว
สำหรับคนที่กำลังลดความอ้วนเมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้แล้วก็คงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าจะไปกินบุฟเฟ่ต์พร้อมเพื่อนหรือว่าจะนั่งอยู่บ้านดูซีรีย์เรื่องโปรดดีกว่ากัน
